วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

ทาครีมบำรุงอย่างถูกวิธี เผยผิวสวยใส ++

สมัยนี้มีครีมบำรุงผิวให้เลือกมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เช่น ลดรอยตีนกา ยกกระชับผิว คืนความชุ่มชื่น ลดเลือนจุดด่างดำ ฯลฯ แล้วเคยสงสัยไหนคะว่า ในการทาครีมแต่ละครั้งเราควรจะใช้ครีมปริมาณเท่าใด เพื่อใดเกิดประสิทธิภาพสูงสุด...ที่สำคัญไม่เปลืองสตางค์ในกระเป๋า เพราะหากใช้อย่างถูกวิธี ก็จะช่วยประหยัดไปได้เยอะทีเดียว

1. การทาครีมบนใบหน้า
ปริมาณครีมที่ใช้แต่ละครั้งต้องให้พอเหมาะ เพราะถ้าใช้น้อยเกินไปก็จะเห็นผลช้า ทามากเกินไปก็จะทำให้หน้ามัน ควรใช้ครีมประมาณ 1 ข้อนิ้ว/การทาครีม 1 ครั้ง โดยเริ่มแต้มครีมที่บริเวณ 5 จุด คือ หน้าผาก จมูก แก้มทั้งสองข้าง และคาง โดยใช้นิ้วกลางและนิ้วนางเกลี่ยจากส่วนกลางไปยังส่วนข้าง ซ้ายออกซ้าย ขวาออกขวา ตามด้วยแนวสันจมูก ใต้โพรงจมูก คาง และหน้าผากเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้

2. การทาครีมรอบดวงตา
ใช้เนื้อครีมประมาณ 1 เมล็ดถั่วเขียว โดยใช้นิ้วนางในการทา เพราะน้ำหนักกดเบาที่สุด โดยทาครีมไล่ตามแนวโครงกระดูกเบ้าตา จะเริ่มที่หัวตาหรือหางตาก่อนก็ได้ จากนั้นทาวนไปรอบ ๆ ดวงตา และควรวนไปในทิศทางเดียวกันทั้งสองข้าง

3. การทาครีมบริเวณลำคอ
ใช้เนื้อครีมเท่ากับที่ทาใบหน้า โดยเริ่มทาจากบริเวณที่กว้างที่สุดของลำคอ คือ บริเวณฐานลำคอแล้วใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ ลูบไล้ขึ้น ไม่ควรทาลง เพราะจะทำให้ผิวบริเวณลำคอหย่อนยาน

4. การทาครีมบริเวณหน้าอก
ใช้ครีมที่เหลือจากลำคอ ทาลูบไล้ในช่วงอกต่อไป โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบาๆ และวนให้ทั่วแผ่นอก แล้วค่อยไล่ทาไปที่หน้าท้องและส่วนหลัง

5. การทาครีมบริเวณแขน
ควรทาครีมที่บริเวณต้นแขนด้านท้องแขน แล้วทาวนขึ้นหลังแขน โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เพียงเบา ๆ เพื่อให้เนื้อครีมซึมซับเข้าสู่ผิว

6. การทาครีมบริเวณเข่าและเท้า
ควรเริ่มต้นที่ต้นขา แล้วค่อยวนไปที่ปลายขา เน้นบริเวณหน้าแข้งทั้งสองข้าง เพราะบริเวณนี้ผิวค่อนข้างแห้งที่สุด และไม่ควรลืมทาครีมที่บริเวณเท้าทั้งสองข้างทาทั้งหลังเท้าและฝ่าเท้า พร้อมทำการนวดให้ทั่วอุ้งเท้า เพื่อเพิ่มการไหลเวียนโลหิต

10 วิธีช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน

การเพิ่ม metabolism ทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารและอาหารเสริมที่คุณทานเข้าไปด้วย ทำให้คุณอยากดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น และน้ำที่คุณดื่มยังช่วยสนับสนุนการขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหารในร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเคล็ดลับง่ายๆ อีก 10 วิธีที่จะทำให้คุณสามารถเผาผลาญพลังงานได้ด้วย

1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ
"ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก" ซึ่งวิธีการทำให้กล้ามเนื้อเรียบก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มเหมือนกัน แต่ช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณพุ่งสุดขีดนั้นน่ะ ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆบนสายพานหรอกนะคะ แต่หลังจากนั้นอีกสัก 2-3 ชั่วโมงค่ะ

2. ขยับตัว
อยากเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุดก็ต้องออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายนั้นเราต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อยที่สุดก็วันละ 30 นาที อย่างปกติก็ 1 ชั่วโมง วิ่งเหยาะๆหรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง(แต่ไม่ควรที่จะหักโหมมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณเหนื่อยหอบได้)และไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที

3. กิน!
ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย แต่อย่าลืมว่า

ควรจะเป็นคนเลือกินสักหน่อย ไม่ใช่บอกว่าให้เลือกกินของแพงนะคะ แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ลดไขมันจากสัตว์ แต่เพิ่มปริมาณผักและผลไม้

4. งดน้ำตาล
เหตุผลง่ายๆ ก็คือน้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้นลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว

5. อย่าลืมกินอาหารเช้า
เป็นความงที่ว่าคนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่าคนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับเมตาบอลิซึ่มของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย อีกอย่างอาหารเช้าจะช่วยทำให้สมองปลอดดปร่ง สามารถเริ่มทำงานได้อย่างเต็มที่

6. กินอาหารเผ็ดร้อน
เป็นคนไทยแสนจะโชคดี มีอาหารที่รสจัด มีทั้งพริกขี้หนูและพริกไทย แต่อย่าทานที่เผ็ดจนลิ้นชา หน้าแดง น้ำตาไหลนะคะ เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อกระเพาะและลำไส้ได้

7. ดื่มชาเขียว
เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ ที่สำคัญตอนนี้หาซื้อได้ง่าย มีหลายรสชาติให้เลือกรับประทานด้วยค่ะ

8. ดื่มน้ำเยอะๆ
จะช่วยขับสารพิษหลังจากที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มกระเตื้องขึ้นอีกนิดหนึ่งด้วยนะ อีกสูตรที่จะช่วยให้คุณมีผิวพรรณที่สดใส นั่นคือ 1 2 3 3 1 อย่าเพิ่งงค่ะ เพราะว่า 1 2 3 3 1 ที่ว่านี้คือ หลังจากตื่นนอนให้ดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว
ตอนสายอีก 2 แก้ว ตอนเที่ยงถึงบ่ายอีก 3 แก้ว ตอนเย็น 3 แก้ว และก่อนนอนอีก 1 แก้ว รับรองว่านอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มแล้ว ผิวพรรณของคุณก็จะดูสดใสไปด้วย

9. อย่าเครียด
สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เพราะขณะนี้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่กำลังตกอยุ่ในภาวะของอาการเครียด ซึ่งนอกจากจะทำร้ายจิตใจของเราแล้ว ยังส่งผลถึงร่างกายของเราด้วยเพราะความเครียดทำให้เราอ้วนขึ้น เพราะฮอร์โมนคอร์ติโซนจะไปทำให้อัตราเมตาบอลิซึ่มช้าลง ฉะนั้น สาว ๆ ที่กลัวอ้วน โปรดจงอย่าเครียด

10. นอนหลับ
ความลับที่เพิ่งจะค้นพบก็คือ กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเราจะทำงานเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีที่สุดในชั่วโมง หลังๆที่เราหลับสนิทเต็มที่ค่ะ
ซึ่งร่างกายของคนเราต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ 10 วิธีแสนง่าย ที่จะช่วยในการเผาผลาญพลังงานของคุณลองเอาไปทำกันดุนะค่ะเพื่อหุ่นสวยของคุณสาวๆ...:)

The DIY Home Facial นวดหน้าด้วยตัวคุณเอง

ถ้าไม่มีเวลาเข้าไปนวดหน้าที่สปา ทำไมไม่ทำเองที่บ้านล่ะค่ะ อาจจะทำด้วยตัวเอง หรือผลัดกันนวดกับเพื่อนก็ได้

1. ทาเคลนเซอร์ที่ใช้ตามปกติลงบนผิวหน้า และลำคอให้ทั่ว ลงมือนวดตั้งแต่ฐานคอขึ้นมาจนถึงแนวขากรรไกร โดยใช้ปลายนิ้วลูบไล้เป็นแนววงกลม จากนั้น นวดไปตามแนวขากรรไกร แก้ม ด้านข้างจมูก และคิ้ว โดยนวดไล่จากด้านในไปด้านนอก
2. ไล่นิ้วจากบริเวณใต้ตาเข้าไปทางจมูก แล้ววกกลับขึ้นไปทางหน้าผาก จากนั้น ใช้ฝ่ามือลูบจากคอขึ้นมา และจากกึ่งกลางใบหน้าออกไปด้านนอก เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
3. ทาผลิตภัณฑ์ขัดผิวลงบนผิวหน้าในขณะแห้ง แล้วนวดเป็นแนววงกลมให้ทั่วใบหน้า จากนั้น จึงเติมน้ำลงไปแล้วนวดต่ออีกรอบ เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทามาส์กพอกหน้าตามลงไปทันทีหลังล้างหน้าเสร็จ ปล่อยทิ้งไว้ตามเวลาที่กำหนดแล้วล้างน้ำออก
4. จบด้วยการทาครีมบำรุงตามลงไปทันที โดยใช้วิธีการนวดแบบเดียวกับตอนใช้เคลนเซอร์

ไม่ยากเกินไปใช่ไหมคะ ประหยัดเงินไปทำที่ร้านได้อีกด้วย ผลัดไปทำร้านบ้าง ทำเองบ้างจะได้สวยจังตังอยู่ครบนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

ไขมันชอบอยู่ส่วนไหนของผู้หญิงมากที่สุด

ยิ่งอายุมากขึ้นไขมันก็จะเข้ามาเยี่ยมเยือนสะสมใน ส่วนต่างๆ ของร่างกายมากขึ้น ไขมันจะย้ายไปสะสมอยู่ตามส่วนต่างของร่างกายได้ตามชอบใจ จากสะโพก พุง เอว หน้าขา



ที่จริงไม่ใช่ว่าไขมันจะเป็นส่วนเกินหรือไร้ประโยชน์เสียทีเดียวเพราะไขมัน เป็นส่วนช่วยให้ผู้หญิงเต่งตึง ไขมันยังช่วยในการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ความจริงแล้วจากสถิติผู้หญิงจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในช่วงอายุ 20-60 ปี ประมาณ 8 กิโลกรัม

ไขมันกับช่วงอายุหญิงสาว

1. ช่วงวัยรุ่น ไขมันจะมีประโยชน์ต่อหน้าอก สะโพก ต้นขา และมีประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อมและระบบของระดูของผู้หญิง

2. ช่วยอายุ 20-30 ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไขมันยังจำเป็นมากสำหรับการตั้งครรภ์ ดังนั้นหากมีไขมันเกินปกตินิดหน่อยในช่วงนี้ก็จะยังโอเค

3. ช่วงอายุ 40-50 ไขมันส่วนเกินมักจะเริ่มสะสมส่วนแรกที่พุงและเอว ซึ่งผลของไขมันเกินนี้จะมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิงที่เปลี่ยน แปลงเนื่องจากวัยหมดประจำเดือน

4. ช่วงอายุ 60-70 ขึ้นไป ไขมันวัยนี้เป็นส่วนที่น่ารังเกียจมาก เพราะจะนำไปสู่โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ฯลฯ อีกมากมาย

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เทคนิคง่ายๆลดริ้วรอยผิวแตกลาย

ก่อนอื่นเรามาดูสาเหตุของการเกิดก่อนนะค่ะ ริ้วรอย ผิวแตกลาย อาจเกิดขึ้นมาจากการคลอดบุตรหรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และโดยเฉพาะกับสาวๆ ที่อายุยังน้อยแล้วเกิดปัญหาหน้าท้อง น่อง สะโพกลาย ทั้งนี้ วิธีทำง่ายๆ คือ ให้ใช้วุ้นสีขาวจากว่านหางจระเข้ ซึ่งล้างยางออกแล้วมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำทุกเช้า- เย็น ผิวที่แตกลาย หรือริ้วรอยต่างๆ ก็จะค่อยๆ จางลง
หากไม่มีว่านหางจระเข้ เราก็สามารถใช้ใบบัวบกแทน โดยการนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำ นำมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำทุกเช้า- เย็น ผิวที่แตกลายจะค่อยๆ จางลงได้เช่นกันคราวนี้สาวๆ ก็สามารถอวดผิวสวยได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวล...สาวๆ คนไหน มีปัญหาดังกล่าวก็อย่าลืมนำเทคนิคที่เราแนะนำไปใช้นะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อาหารทำลายกระดูกของคุณผู้หญิง!

คุณผู้หญิงทราบไหมค่ะว่า อาหารบางอย่างที่เราทานเข้าไปก็เป็นตัวการทำลายกระดูกเราได้นะค่ะ วันนี้เราจึงมีเรื่องราวเกี่ยวกับอาหาร เครื่องดื่มที่ทำลายกระดูกมาบอกให้รู้กันค่ะ

1. ดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 2 ถ้วย จากงานวิจัยจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริการะบุว่า กาแฟแค่ 2 ถ้วย ก็มากพอที่จะทำให้กระดูกเปราะบางได้ เนื่องจาก คาเฟอีนในกาแฟจะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ

2. น้ำอัดลม ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักง่าย โดยผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำจะมีโอกาสเกิดกระดูกพรุนมากกว่า ผู้ที่ไม่ดื่ม 3-4 เท่า
แถมอีกนิดสำหรับคุณผู้หญิงที่มีอายุมากแล้ว...

ผู้หญิงที่มีอายุเกิน 30 ปีแล้วความหนาแน่นของกระดูก นอกจากจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังเริ่มลดลงด้วย หากช่วงก่อนหน้านี้ไม่ได้บำรุงกระดูกให้แข็งแรงเต็มที่ ก็อาจทำให้กระดูกเปราะบางและแตกหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกบริเวณสะโพกซึ่งจะเจ็บปวดและทรมานมาก

ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน กระดูกจะบางลงราว ๆ 2 เปอร์เซ็นต์ทุก 1 ปี ในขณะที่การกินแคลเซียมเมื่ออายุมากขึ้น ไม่ได้ช่วยความเพิ่มความหนาแน่นให้กับกระดูกแต่อย่างใด เพียงแต่ช่วยชะลอการสูญเสียปริมาตรของกระดูกลง

รู้อย่างนี้แล้ว มาดูแลกระดูกกันดีกว่า คุณผู้หญิงทั้งหลายจะได้มีกระดูกที่แข็งแรงและไม่เปราะง่าย


ที่มา : http://women.sanook.com

25 วิธี....หนีพ้นจากความอ้วน!

ความอ้วนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับสาวๆ แต่เมื่อต้องเผชิญกับมัน เราก็ต้องรีบขจัดเจ้าไขมันเหล่านี้ออกไป วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่ช่วยให้สาวๆ หนีไกลจากความอ้วนมาฝากกันค่ะ

1.การตั้งเป้าหมายสำหรับตัวคุณเองเป็นสิ่งแรกที่คุณต้องทำ และอย่าลืมว่าการลดน้ำหนักต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่าเพิ่งยอมแพ้

2.ลองสังเกตดูความแตกต่างของท่าทางการรับประทานอาหาร และระยะเวลาของคนรูปร่างดีกับคนอ้วน

3.ชั่งน้ำหนักบ่อยๆ ไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่จะยิ่งทำให้หมดกำลังใจ

4.ลองถ่ายรูปก่อนเริ่มลดน้ำหนักแล้วตั้งใจทำตามที่คิดไว้ เห็นผลแตกต่างที่น่าพอใจอย่างแน่นอน

5.พยายามหากิจกรรมอื่นที่คุณสนใจมาทำ เพื่อจะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอาหาร ไม่เชื่อลองสังเกตดูสิค่ะว่า ถ้าเราได้ทำอะไรๆ ที่เราชอบเป็นเวลานานๆ เราลืมหิวไปเลยละ่ค่ะ

6.การรับประทานอาหารร่วมกันกับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว ควรตักอาหารไว้ในจานแต่พออิ่ม และไม่รับประทานเพิ่มอีก

7.อย่ากังวลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้มากเกินไปจนเครียด การลดน้ำหนักต้องใช้เวลาไม่ใช่ทำได้ภายใน 1-2 วัน ขั้นต่ำ ก็เป็นเดือน

8.การตั้งข้อห้ามไม่ให้ตัวเองรับประทานอาหารอย่างนั้นอย่างนี้ซะมากมาย ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง "ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ"

9.อย่าทำกิจกรรมอื่นร่วมกับการรับประทานอาหาร เช่น ดูโทรทัศน์ร่วมกับการรับประทานอาหาร เพราะคุณจะรับประทานเพลินอย่างไม่รู้ตัว

10.ลองหากิจกรรมที่สามารถทำร่วมกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ที่น่าสนใจกว่าการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียว เช่น การไปเที่ยวต่างจังหวัด ดูแลบ้าน ตกแต่งบ้าน

11.ถ้าตรงหน้าคุณไม่มีอาหารวางอยู่ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องทำให้คุณคิดถึงมัน คุณจงคิดเสมอว่าเรามีอะไรอย่างอื่นต้องทำอีกมากมายมากกว่าการกิน

12.รับประทานอาหารตามมื้อ อย่ากินจุบกินจิบตามใจตัวเอง เพราะนั้นจะนำมาซึ่งความอ้วน

13.เคี้ยวอาหารช้าๆ ให้ละเอียด คุณจะใส่ใจกับสิ่งที่รับประทานเข้าไปมากขึ้น

14.อย่าคิดอดอาหารมื้อใด เพราะมื้อต่อไปคุณจะรับประทานมากกว่าที่ควร (ข้อนี้สาวๆหลายคนมักเข้าใจผิดว่า การอดอาหารเเล้วจะผอม แต่หารู้ไม่ว่ามันการคิดที่ผิดอย่างมาก)

15.จำกัดสถานที่รับประทานอาหารไว้ที่โต๊ะอาหารเท่านั้น อย่าพยามวางไว้หลายจุดเพราะคิดว่ามันจะสะดวกเวลาคุณจะรับประทาน แต่นั้นจะเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดีแก่คุณเอง เนื่องจากคุณสามารถหยิบทานตรงไหนก็ได้ แทนที่จะเดินไปกินที่โต๊ะ

16.ลองนำกระจกมาตั้งไว้ตรงหน้า แล้วสังเกตดูว่า คุณกำลังแข่งรับประทานอาหารกับใครอยู่หรือเปล่า?

17.แปรงฟันทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จ เพื่อกำจัดความอยากรับประทานอาหารอีก

18.ซื้อของขวัญเป็นรางวัลในการลดน้ำหนักให้กับตัวเอง คุณจะได้รู้สึกว่าได้ให้อะไรกับตัวเองบ้าง เช่น ชุดใหม่สำหรับหุ่นที่ดูดีขึ้นกว่าเดิม

19.ถ้าต้องไปร่วมงานสังสรรค์ใดๆ ขอแนะนำให้คุณรับประทานอาหารไปก่อน และพยายามรับประทานอาหารในงานเลี้ยงให้น้อยที่สุด

20.การไปซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตควรเขียนรายการของที่จะซื้อไว้ก่อนและเลือกซื้อตามรายการเท่านั้น และขอย้ำว่าห้ามซื้อเกินจากรายการที่คุณจดไว้ เพราะแน่นอนว่าขอที่คุณจะเลือกเกินมานั้นแหละ คือ อาหารที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณอ้วน

21.หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่จะทำให้ต้องเจอกับอาหารมากมาย เพราะคุณจะห้ามใจไม่อยู่

22.ในแต่ละมื้อที่รับประทานคุณควรตักอาหารแต่พออิ่มเท่านั้น ถ้าคุณจะกินต่อจนแน่นเพราะ อาหารอร่อย หรือเสียดายของ ก็คงรู้ใช่ไหมค่ะถึงผลที่จะตามมา

23.อย่าได้ไปเลือกซื้ออาหารเวลาที่คุณหิว เพราะเวลาคนหิยเห็นอะไรก็อยากทานไปหมด แล้วถ้าคุณซื้อมาเยอะคุณเสียดาย คุณก็จะทานมันไปให้หมดและคุณก็จะอ้วน

24.หาเหตุผลในการลดน้ำหนักให้กับตัวเองและระลึกไว้เสมอ ขณะลดน้ำหนัก นี่เป็นวิธีการให้กำลังใจที่ดีวิธีหนึ่ง เผื่อเวลาที่คุณกำลังจะหมดความอดทนต่ออาหารตรงหน้า

25. ข้อสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเผาผลาญแคลอรี่ในร่างกายทำให้คุณรู้สึกสดชื่น และลดความอยากอาหารไปได้มากทีเดียว

อย่าลืมนะค่ะ การออกกำลังและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพของเรานะค่ะ สาวๆ ห้ามละเลยเป็นอันขาด....

ที่มา : http://women.sanook.com

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อะไรอยู่ในเครื่องสำอางค์ ???



คุณผู้หญิงเคยรู้สึกงงๆ บ้างไหม เวลาที่คุณต้องอ่านฉลากแจกแจงราย-ละเอียดที่ติดอยู่บนขวดหรือกระปุกบรรจุผลิตภัณฑ์เพื่อความงามอันเป็นอมตะของผู้หญิงเรา คุณคงจะเคยนึกสงสัยบ้างว่า ครีมข้นๆ หรือน้ำใสๆ มหัศจรรย์พวกนี้ ปรุงแต่งมาจากวัตถุดิบหรือสารอะไรกัน สรรพคุณก็บรรยายเสียมากมาย แต่ทำไมเราไม่เข้าใจเลย

คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกพิศวง งงงวยกับป้ายหรือฉลากพวกนั้นหรอก ถ้าคุณไม่ได้จบปริญญาสาขาเคมีมา คุณก็คงจะเป็นงงเหมือนกับคนอื่นๆ อีกมากมาย สาเหตุนั้นก็เป็นเพราะว่า การผลิตเครื่องสำอาง ทุกวันนี้ได้ขยับเข้าใกล้วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีชั้นสูงเข้าไปทุกที ตัวอย่าง เช่น บริษัทลอรีอัล ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเครื่องสำอางของฝรั่งเศส มีนักวิทยาศาสตร์ประจำการอยู่ตามศูนย์ทดลองของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และจีน รวมแล้วกว่า 2,000 คน เป็นต้น

เนื่องจากยังไม่มีข้อบังคับหรือข้อตกลงระดับนานาชาติใดๆ ที่จะกำกับดูแลและสั่งการกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางได้ ว่าคำศัพท์คำใดใช้ได้หรือคำใด ใช้ไม่ได้ ดังนั้น คำศัพท์ยากๆ ที่คุณเห็นแล้วเป็นงงนั้น บางครั้งก็ไม่ได้มีความ-หมายอะไรมากมาย หากเป็นเพียงลูกไม้ของบริษัทผลิตเครื่องสำอางท ี่เลือกใช้คำให้หวือหวา เพราะต้องการให้ลูกค้ารู้สึกทึ่งและประทับใจเท่านั้นเอง



คำที่เห็นกันบ่อยๆ แต่อาจจะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างเพื่อเป็นความรู้ให้กับคุณๆ ดังต่อไปนี้

Antioxidantรังสีจากดวงอาทิตย์ผสมกับมลพิษต่างๆ ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ (free ra-dicals) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่โลดแล่นได้อย่างเสรีในร่างกายเราและทำอันตรายต่อเซลล์ของเรา ด้วยเหตุนี้บริษัทเครื่องสำอางจึงต้องเติม สารต้านอนุมูลอิสระ หรือแอนตี้ออกซิแดนท์ เข้าไปในเครื่อง-สำอางเพื่อช่วยต่อสู้กับศัตรูตัวร้ายเหล่านั้น

ตัวอย่างวิตามินหรือสารต่างๆที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี ไลโคปีน (lycopene) หรือกรดอัลฟ่า ลิโปอิค (alpha lipoic acid) เป็นต้น สารเหล่านี้บางชนิดก็สังเคราะห์ในห้องแล็บได้ บางชนิดก็สกัดได้จากพืช เช่น จากชาเขียว เชอร์รี่ องุ่น เมล็ดแอปเปิ้ล ฯลฯ

Clinically proven
หมายถึง ผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้ว คลินิกที่ว่าก็อยู่ในห้องแล็บของบริษัทเครื่องสำอางนั่นเอง ถึงอย่างไรเครื่องสำอางทุกตัวก็ต้องผ่านการทดสอบจากห้องแล็บของบริษัทผู้ผลิต ก่อนที่จะนำออกวางจำหน่ายอยู่แล้ว คำว่า proven ในที่นี้จึงไม่ได้มีความหมายพิเศษ อะไร แต่ประการใด

Non-comedogenic
โคมีโดน (Comedone) เป็นศัพท์ทางสาขาวิชาโรคผิวหนัง หมายถึงรูขุมขนอุดตัน หรือสิวหัวดำ ถ้าผลิตภัณฑ์ใดระบุว่า Non-comedogenic หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดรูขุมขนอุดตันได้

Dermatologist-testedหมายความว่า ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบจากแ พทย์ผิวหนังแล้ว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแปลว่าแพทย์ผู้ทดสอบเห็นด้วยหรือให้การรับรองผลิตภัณฑ์ตัวนี้เสมอไป


Hypo-allergenicหมายถึง มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ได้น้อย แต่ไม่ได้หมาย-ความว่าจะไม่ทำให้แพ้เลย ถ้าผิวของคุณมักเกิดอาการแพ้ได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Hypo-allergenic ก็คือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Peptidesเพปไทด์เป็นสายสั้นๆ ของ กรดอะมิโน (amino acids) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของโปรตีน เพปไทด์แต่ละชนิดทำหน้าที่แตก-ต่างกันไป หน้าที่อย่างหนึ่งก็คือ “การส่งสัญญาณ” เพปไทด์บางชนิดสามารถทำหน้าที่ส่งสัญญาณกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้ผลิตคอลลาเจนเพิ่มขึ้น เมื่อผิวหนังผลิตคอล-ลาเจนมากขึ้น ผิวก็จะแข็งแรง แน่น กระชับ และดูอ่อนเยาว์ขึ้น เพปไทด์ในครีมบำรุงผิวก็มีหน้าที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนนั่นเอง

Broad spectrum
พบได้ในผลิตภัณฑ์กันแดด ฉลากที่ระบุคำว่า Broad spectrum มีความหมายว่า ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีบี (UVB ทำให้ผิวไหม้ได้) และรังสียูวีเอ (UVA ทำให้ผิวมีริ้วรอยเหี่ยวย่น)

ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ติดฉลากว่า SPF (Sun Protection Factor) จะช่วยกันรังสียูวีบี ค่า SPF ยิ่งสูง ก็ยิ่งปกป้องได้มากขึ้น ส่วนคำว่า PA++ จะช่วยกันรังสี ยูวีอ ยิ่งมีเครื่องหมาย + หลายตัว ก็ยิ่งปกป้องได้มากขึ้น ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ระบุทั้ง SPF และ PA ก็คือ Broad spectrum นั่นเอง

Oil-Free
คำว่า oil-free ที่เห็นกันบ่อยๆหมายความว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศ-จากน้ำมันทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่ได้จากแร่ธาตุ พืช หรือสัตว์ น้ำมันที่อยู่ในเครื่องสำอางอาจจะอุดตันรูขุมขนและก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ออยล์ฟรีจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีปัญหาข้อนี้

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สูตรพอกหน้า...ลดหน้าความหมองคล้ำ



ลดหน้าความหมองคล้ำ สูตรนี้ทำอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง จะช่วยขจัดความหมองคล้ำบนใบหน้าให้ดูขาวใส วิตามิน E จะช่วยลบรอยด่างดำพร้อมกับกระชับผิว

ส่วนผสม
เนื้อส้มเขียวหวาน 1/2 ผล
วิตามิน E 1 แคปซูล
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. นำส่วนผสมที่เตรียมไว้มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
2. ล้างหน้าให้สะอาดและซับหน้าให้แห้ง
3. นำเนื้อครีมที่ได้ค่อยๆทาให้ทั่วใบหน้า นวดเบาๆ จนเนื้อส้มแตกออก
4. หลังจากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วจึงล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

ข้อแนะนำ
ส้มเขียวหวานเป็นผลไม้ที่หาได้ง่ายมีรสชาติทั้งเปรี้ยวและหวาน อุดมไปด้วยวิตามิน C และวิตามิน A เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ มีฤทธิ์ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน เสริมสร้างคอลลาเจน Collagen ช่วยทำให้แผลหายเร็ว มีกากใยจึงเป็นยาระบายอ่อนๆ น้ำส้มช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล และสดชื่น ทั้งนี้ส้มมีการเสื่อมสลายเร็วทั้งในที่ร้อน และเย็นจึงไม่ควรคั้นน้ำส้มทิ้งไว้เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินได้ ฉะนั้นเราควรเก็บเป็นผลจะดีกว่า และทุกครั้งที่จะนำส้มมาใช้ควรล้างให้สะอาด และควรเลือกซื้อส้มที่ใหม่ และสดไม่มีรอยช้ำหรือเน่า

Content By
www.pooyingnaka.com

เรื่องง่ายๆที่ทำให้ผิวนุ่ม :)

ผิวกายก็ต้องดูแลให้ดีเหมือนผิวหน้านี่ล่ะค่ะ เพือให้ผิวผ่องและเนียนนุ่มเราก็ต้องดูแลให้มากขึ้นตามอายุ ไม่ยากจนเกินไป คิดซะว่าเราทำเพื่อคลายเครียดให้กับตัวเองและกับผิวด้วยค่ะ

เผยผิวใหม่
- ผลิตภัณฑ์ที่ฮิตมากๆสำหรับการผลัดผิวใหม่ก็คือ สครับ สครับมีส่วนผสมหลายๆอย่างและแต่ละอย่างก็ใช้ได้ดีกับผิวบางประเภทและบางส่วน

- สำหรับสครับเกลือ หรือที่เราเรียกกันง่ายๆว่าเกลือสปา จะใช้ได้ดีกับบริเวณที่หยาบกร้าน เช่นเข่าและข้อศอก เมื่อผิวบริเวณนี้หนาขึ้นและหยาบขึ้นเราใช้เกลือขัดให้เนียนขึ้นได้ และขาวขึ้นได้อีกเล็กน้อย

- คนที่มีผิวแห้งมากๆหรือผิวแพ้ง่าย ใช้สครับน้ำตาลจะดีกว่าค่ะ แม้น้ำตาลจะละลายได้ง่ายกว่าเกลือ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวที่เรียบขึ้นและขจัดผิวเก่าๆได้ดีค่ะ

- ขัดด้วยแปรงแห้ง ช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายและให้ผิวที่น่าสัมผัสมากขึ้น และยังช่วยในเรื่องการกำจัดของเสีย ได้ประโยชน์หลายอย่างเลยทีเดียว




มอยซ์เจอไรเซอร์อาหารผิว
หลังจากที่ขัดผิวแล้ว อย่าลืมที่จะล็อคความชุ่มชื้นให้กับผิวเอาไว้ด้วยนะคะ

- เลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัดและใช้เวลานานๆ ซึ่งเป็นตัวทำให้ผิวเราแห้งขาดความชุ่มชื้น

- ใช้ครีมอาบน้ำที่มีส่วนผสมของเชียบัตเตอร์ เพื่อช่วยกักเก็บน้ำและในขณะเดียวกันก็ช่วยทำความสะอาดและเพิ่มความสดชื่นให้ผิว

- เวลาที่ดีที่สุดของการทามอยซ์เจอไรเซอร์คือหลังจากอาบน้ำ เพราะรูขุมขนเปิด หลังอาบน้ำไม่จำเป็นต้องเช็ดตัวจนแห้ง อาจจะเหลือให้ผิวหมาดๆและทาครีมหรือโลชั่น

เลือกโลชั่นสำหรับผิว
ครั้งต่อไปที่จะเลือกโลชั่นทาผิว ลองมองหาส่วนผสมที่มี alpha hydroxy, glycolic หรือ lactic acids เพราะส่วนผสมเหล่านี้เปรียบเสมือนฮีโร่ในขวดโลชั่น ซึ่งช่วยขจัดเซลล์ผิวแห้งๆออกไปได้ และระหว่างที่ทาโลชั่นก็ถือโอกาสนวดผิวไปด้วยในตัว

เวลานอนเป็นเวลาผิว
คงเคยได้ยินมาแล้วว่า วาสลีน ช่วยให้เท้าเนียนนุ่ม โดยทาวาสลีนและนวดเล็กน้อยก่อนที่จะสวมถุงเท้าแล้วเข้านอน เช่นเดียวกันกับผิว ทาเบบี้ออยส์บางๆ เป็นการเคลือบผิว และโดยเฉพาะสาวๆที่ชอบโกนขน ซึ่งการโกนขนจะทำให้ผิวแห้ง เบบี้ออยส์นี่ล่ะ ใช้ได้ดี ลองเลือกกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้เราหลับสบายด้วยค่ะ

Content by
www.pooyignaka.com

ดูแลหน้าตามลักษณะผิว



ผิวธรรมดา
มีลักษณะเป็นผิวกระชับ อ่อนนุ่ม เรียบเนียน ไม่ค่อยเป็นสิว บริสุทธิ์สดใส ไม่มีรอยของรูขุมขนที่ใหญ่เกินไป
การดูแลรักษา
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยน้ำยาล้างหน้า หรือเรียกว่า เคล็นเซอร์ สำหรับผิวธรรมดาซึ่งมักเป็นเจลใส สามารถล้างแบบสบู่ด้วยการใช้นิ้วลูบไล้ทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
- เช็ดด้วยโทนเนอร์ ที่ปราศจากแอลกอฮอร์ เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยเคล็นเซอร์ และช่วยกระชับผิว ปิดรูขุมขนไม่ให้เปิดกว้าง
- มาส์กหน้าแบบเพิ่มความชุ่มชื้น นุ่มนวลแก่ผิว ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และป้องกันแดด และแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น


ผิวผสม (ผิวธรรมดาผสมผิวมัน)
มีลักษณะผิวกระชับและแข็งแรง บริเวณหน้าผาก จมุก และคาง (ทีโซน) มีน้ำมันเคลือบอยู่มาก เนื้องจากรูขุมขนกว้าง และต่อมไขมันใต้ผิวหนังทำงานได้มาก จึงพบว่าเกิดการอุดตัน และเป็นสิวได้ง่ายกว่า
การดูแลรักษา
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยโฟมล้างหน้า หรือเรียกว่า โฟมเจล สำหรับผิวมัน ซึ่งมักเป็นโฟม สามารถล้างโดยทำหน้าให้เปียกก่อน แล้วใช้นิ้วลูบไล้ทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
- เช็ดด้วยโทนเนอร์ เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยเคล็นเซอร์ และช่วยกระชับผิว ปิดรูขุมขนไม่ให้เปิดกว้างเกินไป
- มาส์กหน้าแบบโคลน หรือสาหร่ายที่ทิ้งไว้ให้แห้งได้ เพื่อทำความสะอาดแบบล้ำลึก สามารถดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกไป แล้วลอกออก หรือล้างออกตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และป้องกันแดด และแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น


ผิวผสม (ผิวธรรมดาผสมผิวแห้ง)มีลักษณะผิวละเอียด รูขุนขนเล็ก ดูเนียนเรียบ บริเวณหน้าผาก จมุก และคาง (ทีโซน) ส่วนรอบแก้มทั้งสองดูแห้ง มีริ้วรอยย่นจากการยิ้ม หรือหัวเราะชัดเจนง่ายกว่า
การดูแลรักษา
- ขัดหน้าด้วยครีมขัดหน้าชนิดเม็ดบีชละเอียด อย่างเบามือให้ทั่ว แล้วล้างออกให้สะอาด ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อขจัดผิวเซลที่คล้ำเสียจากการแห้งกร้าน ให้ความสดชื่นอ่อนเยาว์
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยครีมล้างหน้า สำหรับผิวแห้ง ซึ่งมักเป็นโฟม สามารถล้างโดยไม่ต้องใช้น้ำ ใช้นิ้วลูบไล้ครีมทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วเช็ดออกด้วยสำลีหมาดน้ำให้สะอาด โดยไม่ต้องล้างด้วยน้ำ เนื่องจากจะสะอาดกว่า และป้องกันไม่ทำให้ผิวหน้าแห้งกว่าเดิม
- เช็ดด้วยโทนเนอร์สำหรับผิวแห้ง เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยครีมล้างหน้า และช่วยกระชับผิว
- มาส์กหน้าแบบเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง คืนความชุ่มชื้นแก่คุณ
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวแห้ง แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และป้องกันแดด และมอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวแห้งแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น


ผิวบอบบาง (ผิวแพ้ง่าย)
ผิวจะไวต่อสิ่งที่กระทบกระเทีอนผิวหน้า อาจเกิดริ้วรอยง่าย แห้งง่าย กร้านง่าย แดงง่าย คันง่าย มีผื่นง่าย แฟ้ง่าย ไม่ค่อยแข็งแรง
การดูแลรักษา
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยเคล็นเซอร์สำหรับผิวบอบบาง โดยใช้นิ้วลูบไล้ครีมทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วล้างออกให้สะอาด
- เช็ดด้วยโทนเนอร์สำหรับผิวบอบบาง เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยครีมล้างหน้า และช่วยกระชับผิว
- มาส์กหน้าแบบเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง คืนความชุ่มชื้นแก่คุณ ป้องกันการแห้งแตกของผิว
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวบอบบาง แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และมอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวบอบบางแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น


ผิวกร้านเสีย จากแสงแดดกรณีที่คุณต้องสัมผัสกับแสงแดดบางคราว หรืออาจต้องทำงานกลางแดดบ้าง อาจมีริ้วรอย แห้งกร้าน มีร่องรอยคล้ำเสีย หรือมีการลอกชองผิวหน้าได้
การดูแลรักษา
- ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าพอเปียก ใช้ครีมขัดหน้าแบบนุ่มนวลลูบไล้เบามือให้ทั่วหน้าสัก 1 นาที เพื่อขัดผิวที่ลอกเสียออก แล้วล้างเม็ดบีชออกให้หมด
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยครีมล้างหน้าสำหรับผิวแห้ง โดยใช้นิ้วลูบไล้ครีมทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วเช็ดออกด้วยสำลีหมาด
- อบใบหน้าด้วยไอน้ำ ประมาณ 10-15 นาที เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ใบหน้า
- เช็ดด้วยโทนเนอร์สำหรับผิวแห้ง เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยครีมล้างหน้า และช่วยกระชับผิว
- มาส์กหน้าแบบเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ประมาณวันละครั้ง ประมาณ 3-4 วันติดต่อกัน คืนความชุ่มชื้นแก่คุณ ป้องกันการแห้งแตกของผิว
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวบแห้ง ที่มีค่าป้องกันแสงแดด (SPF) สูง แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และป้องกันแดด และเลือก และมอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวบอบบางแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มะนาว --> สุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนัก!

เราเก็บเคล็ดลับดี ๆ จากคอลัมน์ The Lemon Juice Diet ของหนังสือ New Book ที่นักเขียนสาว เธเรซา เชียง ได้ให้คำแนะนำกับปัญหาโรคอ้วน ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรับประทานมะนาว

"มะนาว" ถูกกล่าวขานว่ามีสรรพคุณในการลดความอ้วนได้อย่างดีที่สุด หาก คุณทำตามกฎหลักทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะน้ำหนักลดลงได้ดั่งใจปรารถนา

1. ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุก ๆ เช้า
เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ได้ แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมาก ๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น


2. รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ชนิด
เพราะผักและผลไม้ทุกประเภท จะมีปริมาณแคลอรีที่น้อยมาก แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารอาหารที่ครบครัน จะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสงบลง

3. ปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
โดยการบีบน้ำมะนาวลงไปในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือผสมเปลือกมะนาวลงไปในซุปหรือสลัด และบีบมะนาวเพียงเล็กน้อยโปรยลงบนเนื้อปลา และเนื้อไก่ก่อนรับประทาน แล้วจะรู้ว่ามะนาวคือเส้นใยที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมะนาวจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย
นอกจากนี้ผลการศึกษาของวิทยาลัย Journal of the America College of Nutrition รายงานว่า คาร์โบไฮเดรตที่พบในผิวเปลือกของมะนาว จะสามารถกำจัดความอยากกินให้ลดลงได้ถึง 4 ชั่วโมง เปลือกมะนาวเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณกินมัน คุณจะรู้สึกอิ่มไปอีกนานเลยทีเดียว


ที่มาจาก healthcorners.com

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับความอ้วน!

ความเชื่อ : ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
ความจริง : การออกกำลังเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาน้ำหนักตัว และทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น แต่การออกกำลังสัปดาห์ละเจ็ดวันอาจทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามได้ มันอาจทำให้ภูมิคุ้มกันคุณอ่อนแอลง ทำให้ข้อต่อต่างๆ ล้า และทำให้เราอ่อนแรง ถ้าคุณออกกำลังด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องเนื่องมาจากความอ่อนล้า คุณก็จะเผาผลาญแคลอรีได้น้อยกว่าการออกกำลังอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความอ่อนล้าจากการออกกำลัง ควรจัดวันสำหรับพักผ่อนอย่างน้อยหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ และเปลี่ยนแปลงการออกกำลังไปเล็กน้อยในแต่ละครั้ง เช่น บริหารแขนวันหนึ่ง แล้วก็บริหารขาอีกวันหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อชุดเดียวกันมากเกินไป

ความเชื่อ : กล้ามเนื้อหนักกว่าไขมัน
ความจริง : ถ้าคุณออกกำลังมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ตาชั่งบอกตัวเลขที่มากกว่าที่คุณอยากได้ คุณอาจอยากบอกตัวเองว่า "อืม มันก็น้ำหนักของกล้ามเนื้อ" เพราะกล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันไม่ใช่หรือ? ก็ไม่ขนาดนั้นนะ กล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์กับไขมันหนึ่งปอนด์ ก็คือหนึ่งปอนด์เท่ากัน แต่เพราะกล้ามเนื้อมีความหนาแน่นกว่าไขมัน การมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันจึงทำให้คุณดูเพรียวกว่า และมันก็มีประโยชน์อื่นด้วย นั่นคือกล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์เผาผลาญราว 50 แคลอรีต่อวัน ในขณะที่ไขมันหนึ่งปอนด์เผาผลาญแค่ 2 แคลอรีต่อวัน ฉะนั้น ยิ่งคุณมีไขมันน้อยเท่าไหร่ อัตราการเผาผลาญของคุณก็จะสูงเท่านั้น



ความเชื่อ : เมื่ออายุมากขึ้นก็เลี่ยงไม่ได้ที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น
ความจริง : ไขมันส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่น้ำหนักมักเปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การให้กำเนิดบุตร หรือกระดูกทีอ่อนแอลง ซึ่งคุณสามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงช้าลงได้ด้วยการยกน้ำหนัก จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐฯ ผู้หญิงที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งยกน้ำหนักเพียงแค่สัปดาห์ละสองครั้ง มีการสะสมของไขมันที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปี) เมื่อเทียบกับคนไม่ได้ออกกำลัง (ซึ่งไขมันที่สะสมในหน้าท้องเพิ่มขึ้นถึง 21 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปี) ยิ่งคุณยกน้ำหนักเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายที่จะทำให้รอบเอวไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ความเชื่อ : คุณต้องลดน้ำหนักอย่างมากเพื่อที่จะได้ประโยชน์ทางสุขภาพ
ความจริง : ถ้าคุณมีตัวเลขที่ต้องลดถึงสองหลัก อาจฟังดูน่ากลัว แต่การลดเพียงแค่ไม่กี่กิโลฯ ก็สามารถมีผลอย่างมากต่อสุขภาพของคุณแล้ว โดยน้ำหนักส่วนเกินทุกหนึ่งกิโลที่คุณลดลงได้ คอเลสเตอรอลของคุณจะลดลงโดยเฉลี่ย 3 จุด ผู้ชายและผู้หญิงสามารถลดความดันโลหิตลงได้หลังจากลดน้ำหนักเพียงแค่ 4-5 กก. ร่างกายของเราสามารถบอกได้เมื่อเราลดน้ำหนัก แม้มันจะเล็กน้อย แต่ร่างกายก็จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

Credit : http://women.sanook.com/ (Lisa ผู้สนับสนุนเนื้อหา)

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อาหารผิว :: สำหรับคนที่ไม่อยากให้ผิวแก่

เราอาจนึกไม่ถึงว่าอาหารมีผลต่อการ เกิดริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยโดยตรง นั่นเพราะทุกวันๆ เซลล์ผิวของเราจะถูกสร้างจากชั้นในสุดออกมายังด้านนอก และคุณภาพความสมบูรณ์ของเซลล์ผิวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหารที่เราทานเข้าไป เพราะฉะนั้นแล้ว ผิวคุณจะสวยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับอาหารผิวที่เราอยากขอแนะนำตามนี้


พืช ผัก ผลไม้ ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เพราะสารเหล่านี้จะช่วยร่างกาย ต่อสู้กับมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมได้เต็มที่ อาหารผิวกลุ่มนี้ ได้แก่ ส้ม มะนาว มะละกอ สตรอเบอร์รี่ บรอคเคอร์รี่ ดอกกะหล่ำ ผักโขม เป็นต้น

พืชที่มีเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) หรือวิตามินเอ (VitaminA) ซึ่งเป็นตัวช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิว และซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกแสงแดดทำลาย ทั้งยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งผิวหนังด้วย พบได้ในฟักทอง แครอท แตงโม แคนตาลูป มะเขือเทศสุก ฝรั่ง ผักโขม ที่นับเป็นอาหารผิวชั้นดี

เซเรเนียม (Selenium) มีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำลาย และการเสื่อมสภาพของผิว อาหารที่มีเซเรเนียมสูงมีอยู่ในธัญพืชที่ไม่ฟอกขาว เนื้อแดง กุ้ง ปู ข้าวกล้อง ไข่ เห็ด

ทานพืช ผักสดเพื่อรับเอนไซม์ หรือแร่ธาตุวิตามินต่างๆ (Enzyme, Photochemical) อาทิ ใน บร็อคโคลิ ดอกกะหล่ำ ขึ่นฉ่าย แครอท คะน้า ซึ่งสารอาหารจากอาหารผิวต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ร่างการซึมซับสารอาหารต่างๆได้ดี และกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทานวิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอลลาเจน และปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย เราสามารถพบอาหารผิวที่มีวิตามินซีมากๆ จากฝรั่ง ส้ม สับปะรด และมะขามป้อม

ทานอาหารที่มีวิตามินอีและสังกะสี (Vitamin E & Zinc) เพื่อช่วยปกป้องเซลล์ผิวชั้นนอก จากรังสี UVสามารถ พบวิตามินอีในน้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก ถั่ว งา ต่างๆ ข้าวกล้อง และพบสังกะสีในปู หอยนางรม เนื้ออกไก่ จมูกข้าว

กรดไขมันจำเป็นตระกูลโอเมก้า-3 (Essential Fatty Acid: Omega-3) เพราะทำให้ผิวชั้นนอกแข็งแรง จึงสามารถเก็บความชุ่มชื่นไว้ในผิวได้ดี ผิวจึงไม่แห้ง และยังช่วยป้องกันการอักเสบง่ายของผิวอีกด้วย เราสามารถรับอาหารผิวดีๆ กลุ่มนี้ได้จากปลาทู ปลาทะเลทั่วไป สาหร่าย หรือในน้ำมันถั่วเหลือง

ดื่มน้ำให้พอดี (Water) เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของการมีสุขภาพผิวที่ดี เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของผิว น้ำช่วยให้ผิวถ่ายเทของเสียออกจากเซลล์ และเป็นตัวนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว และช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่นเป็นปกติ เซลล์ผิวที่สมบูรณ์จะอวบอิ่มไปด้วยน้ำ ซึ่งหมายถึงผิวจะดูสดใส เต่งตึง

Credit : http://women.sanook.com

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ครีมลดริ้วรอย...ระเบิดเวลาต่อผิวรอบดวงตาจริงหรือ?

ก่อนที่จะหยิบครีมลดริ้วรอยมาทาผิวบริเวณใบหน้าในวันนี้ สบายอารมณ์อยากจะชวนสาวๆ ทุกคนมาสำรวจคุณสมบัติของครีมที่ใช้ และผิวหน้าของเราที่ปรากฏอยู่บนกระจกอยู่ในขณะนี้...เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ริ้วรอยจางหายไป? ผิวอ่อนนุ่มมากไปหรือเปล่า? ผิวใสเปล่งปลั่งแต่ไวต่อแสงแดด? ถ้าคำตอบคือใช่...สัญญาณอันตรายก็เริ่มต้นร้องเตือนผิวหน้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวรอบดวงตาของสาวๆ ทุกคนแล้วล่ะค่ะ

ถ้าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ผิวรอบๆ บริเวณดวงตาก็เป็นหน้าต่างของผิวใบหน้าทั้งหมดเช่นกัน ที่พร้อมจะบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า เราดูแลผิวของเราได้ดีขนาดไหน เพราะผิวรอบดวงตาเป็นผิวส่วนที่ละเอียดอ่อนและบอบบางที่สุดบนใบหน้า ผิวรอบดวงตาบางกว่าผิวหน้าถึง10เท่า และมีต่อมไขมันน้อยกว่า และเป็นส่วนที่เกิดริ้วรอย รอยหมองคล้ำ รวมทั้งถุงใต้ตาได้ง่ายที่สุด เนื่องจากผิวส่วนนี้เก็บกักความชุ่มชื้นได้เพียงน้อยนิดและมีต่อมน้ำมันเพียงเล็กน้อย จึงมักส่งผลให้ผิวรอบดวงตาแห้งกร้าน และขาดความอ่อนนุ่ม การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตาที่ทำจากสารเคมีสังเคราะห์ และการทาผลิตภัณฑ์ใกล้ดวงตามากเกินไป หรือการออกแรงกดบนผิวรอบดวงตามากเกินไปขณะที่ทาผลิตภัณฑ์ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ตาช้ำ หรือระคายเคืองได้

การที่สาวๆ เร่งบำรุงด้วยครีมสังเคราะห์จากสารเคมีต่างๆ มากเกินไปจึงเสมือนเป็นระเบิดเวลารอให้ผิวเราเสียหายมากขึ้นไปตามลำดับวัยด้วย เนื่องจากครีมบำรุงผิวกลุ่ม Anti aging เหล่านี้ จะมีส่วนผสมของ Retinoids, AHAs, BHAs ซึ่งสารเหล่านี้จะมีกระบวนการไปทำลายผิวชั้นบน แล้วเร่งให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ และกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนของผิวให้เพิ่มมากขึ้นๆ ซึ่งถือว่าขัดต่อการทำงานตามธรรมชาติของผิวเราอย่างร้ายกาจ จะเป็นการเร่งให้ผิวที่ดีอยู่แล้วเปลี่ยนสภาพโดยการผลัดผิว และทำให้การอุ้มน้ำของผิวตามธรรมชาติเสื่อมลง สร้างให้ผิวทำงานหนักมากขึ้น ตามความเข้มข้นของสารเคมีต่างๆ ที่มีอยู่ในครีมลดริ้วรอยค่ะ และผลลัพธ์ก็คือ ผิวไวต่อแดด ระคายเคืองง่าย เกิดสิวฝ้ากระ ผิวไม่เรียบเนียน เรียกได้ว่าเป็นการกระตุ้นผลเสียในระยะยาวต่ออายุผิวให้แก่ก่อนวัยในทางอ้อมนั่นเองค่ะ

มารู้จักสารต่างๆ ในครีมลดริ้วรอยกันดีกว่า ก่อนถึงเวลาตัดสินใจ

เรตินอยด์ (Retinoids)
เรตินอยด์ คือ กลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอได้แก่ Retinol, Retinoic Acid, Isotretinoin, Adphalene เป็นต้น ซึ่งถือเป็นสารตัวเอกที่มีบทบาทอย่างมาก สำหรับการผลิตครีมลดริ้วรอยเกือบทุกชนิดที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะมีสรรพคุณสารพัดประโยชน์ในการรักษาโรคทางผิวหนัง ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ให้เป็นปกติ ยับยั้งการเกิดเนื้องอกหรือมะเร็งในผิวหนัง ลดการอักเสบที่เกิดจากแสงแดด รักษาสิว และรอยแผลเป็นต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ เพิ่มการสะสม Glycosaminoglycan และเพิ่มการผลัดผิว ทำให้ผิวมีสีอมชมพูระเรื่อ จึงเปรียบเสมือนเป็นตัวยามหัศจรรย์ที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพผิวทุกชนิด จนสาวๆ หลงใหลไปตามๆ กันทีเดียวค่ะ

แน่นอนค่ะว่า ความพิเศษมหัศจรรย์ของสาร เรตินอยด์ จะสามารถทำให้สาวๆ แทบจะรีบไปช้อปมาใช้ทาเพื่อลดริ้วรอยกันในทันที แต่เดี๋ยวก่อนค่ะมาฟังความจริงอีกด้านหนึ่งของสารเรตินอยด์ ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียข้างเคียงได้เช่นกัน
คือ ทำให้ผิวระคายเคืองเนื่องจากการหลุดลอกของเซลล์ผิวหน้าตลอดเวลา ลอกเป็นขุย จึงทำให้แสบร้อน และไวต่อแสงแดดมากกว่าผิวปกติทั่วไป ทำให้ผิวคล้ำได้ง่ายๆ ในเวลาต่อมา จึงควรหลีกเลี่ยงใช้บริเวณผิวที่บอบบางมากๆ เช่น จมูก ปาก และดวงตา

กรดผลไม้ (AHA)
AHA หรือ Alpha Hydroxy Acid หรือกรดผลไม้ เป็นกรดยอดนิยมที่ใช้ในการปรนนิบัติผิวให้กับสาวๆ อย่างแพร่หลายค่ะ โดยเฉพาะกรดไกลโคลิคได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่ากรดอื่นๆ เนื่องจากมีโมเลกุลที่เล็ก จึงสามารถซึมซับเข้าสู่ผิวได้ดี คุณสมบัติเด่นของกรดผลไม้นั้นมีมากมากหลายชนิด จนทำให้สาวๆ ทึ่งแน่นอนค่ะ เช่น ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดความหมองคล้ำ สร้างความกระจ่างใสให้กับผิวพรรณ ลดความมันบนผิวหน้า กำจัดสิวหัวดำ และเมื่อใช้สักระยะจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนอีกด้วย
นอกจากนี้ยังสามารถนำกรดผลไม้ที่มีความเข้มข้นสูงมาใช้ในการลอกผิวหน้า (Peeling) ได้ด้วย และควรเลือกใช้ครีมที่มีกรดผลไม้เป็นส่วนผสม ไม่ต่ำกว่า 3-8 % แต่มีการลดสภาพความเป็นกรดโดยทำการบัฟเฟอร์ (Buffered) ซึ่งจะช่วยลดการระคายเคืองของผิวได้ในระดับหนึ่งค่ะ

BHA
BHA หรือ Beta Hydroxy Acid มีคุณสมบัติอ่อนๆ สามารถละลายได้ดีในไขมัน ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือกลุ่ม Salicylic Acid สามารถซึมผ่านลงไปยังผิวชั้นลึกได้มากกว่า จึงช่วยขจัดสิ่งสกปรกต่างๆ ที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนได้ดี แต่ก็ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้มากกว่า AHAs รมถึง AHAs ที่มีผสมอยู่ในเครื่องสำอางลดริ้วรอยได้มากกว่าเช่นกัน ทางการแพทย์ผิวหนัง ใช้ Salicylic Acid ความเข้มข้นประมาณ 2% ในการรักษาสิวและผิวหน้า

เพิ่มอายุให้ผิว หรือ ต่อต้านริ้วรอยกันแน่?
จากข้อมูลเบื้องต้นที่สบายอารมณ์นำมาให้สาวๆ ได้ไตร่ตรองกันในการซื้อหาครีมลดริ้วรอยในครั้งต่อๆ ไป ให้เหมาะกับสภาพอายุของผิวเราจริงๆ เพราะครีมที่เหมาะกับผิวอย่างแท้จริงนั้นจะช่วยเสริมให้ผิวเราดีขึ้น แต่ถ้าครีมบำรุง ครีมลดริ้วรอย ที่เกินพอดีต่ออายุผิวของเรา มีโอกาสสูงทีเดียวค่ะในระยะยาวที่จะทำให้ผิวเราทำงานหนักขึ้น ต้องใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่เข้มข้นขึ้น ส่งผลให้ผิวโดนทำร้าย และเร่งอายุให้ผิวของเราอย่างที่สาวๆ คาดไม่ถึง แพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจึงแนะนำว่า สาวๆ ควรหยุดใช้ครีมที่เกินความต้องการของผิว และปล่อยให้ผิวทำงานตามธรรมชาติจะดีที่สุด รวมทั้งใช้สารกันแดดที่มีค่า SPF 15 ก็เพียงพอแล้ว เพราะหากเรายังใช้ Retinoids หรือ AHAs มากๆ ก็ยังทำให้ผิวไวต่อแดด...ถึงเวลาแล้วหรือยังคะสาวๆ สำหรับการมองหาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่คู่ควรกว่า?

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“ วูวูเซล่า ”


“วูวูเซล่า” แตรดังข้างสนามบอลโลกแค่รำคาญหรืออันตราย
นับตั้งแต่เกมเปิดสนามฟุตบอลโลก 2010 ก็จะได้ยินเสียงเจ้า “วูวูเซล่า” ดังกระหึ่มตลอดเกมการแข่งขัน แม้แต่แฟนบอลที่เชียร์อยู่หน้าจอโทรทัศน์ก็ยังได้ยินเสียงดังหึ่งๆ เหมือนแมลงวันแมลงหวี่อยู่ตลอดเวลา จะปิดเสียงโทรทัศน์ก็จะพาลหมดอรรถรสในการเชียร์ สำหรับแฟนบอลทางจอแก้วถือว่ายังโชคดีที่อาจจะแค่เกิดความรำคาญ เพราะถ้าคุณลงไปเชียร์อยู่ข้างสนามอาจจะเกิดอาการหูดับหรือสูญเสียการได้ยินแบบถาวรเพราะเจ้า “วูวูเซล่า” ได้เลยทีเดียว



“วูวูเซล่า” หรือ “เลปาตาตา” (Horns Vuvuzela) เป็นแตรพื้นเมืองของแอฟริกาใต้ มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร บ้างก็ว่าชื่อ "วูวูเซล่า" มาจากภาษาซูลูของชนเผ่าที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกาใต้ แปลว่าสร้างเสียงวูวู แต่บ้างก็ว่าเป็นศัพท์สแลงของพวกคนเมือง โดยใช้ในความหมายประเภทปลุกใจ ปลุกเร้า



กลุ่มแฟนบอลของสโมสร "ไกเซอร์ ชีฟส์ เอฟซี" ในลีกของแอฟริกาใต้เริ่มนำวูวูเซล่ามาประกอบการเชียร์ฟุตบอลครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่วูวูเซล่าก็ยังจำกัดวงอยู่เฉพาะภายในแอฟริกาใต้เท่านั้น จนกระทั่งมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการแข่งขันฟุตบอลรายการ “ฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ 2009” ที่จัดขึ้นที่แอฟริกาใต้เมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่วูวูเซล่าได้แผดเสียงให้ชาวโลกได้ยินเป็นครั้งแรก



แรกเริ่มเดิมทีนั้น วูวูเซล่าก็คือแตรอะลูมิเนียมสั้นๆ จากรถจักรยาน ต่อมาถูกพัฒนาเป็นท่อยาวๆ เพื่อให้มีเสียงดังขึ้น แต่วูวูเซล่าอะลูมิเนียมถูกห้ามนำเข้าสนามหลายครั้ง เพราะเกรงว่ามันจะกลายเป็นอาวุธ จึงมีการดัดแปลงมาทำด้วยพลาสติกแทน หลังจากนั้นก็มีบริษัทหัวใสผลิตวูวูเซล่าหลากสีสันหลากสไตล์ออกมาขายจนได้รับความนิยมทั่วบ้านทั่วเมือง



วูวูเซล่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่เมืองเคปทาวน์ มีความยาวถึง 114 ฟุต และจะส่งเสียงดัง 123.5 เดซิเบล ออกมาทุกครั้งที่มีการยิงประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้



อานุภาพของวูวูเซล่าจะทรงพลังที่สุดในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกม เพราะแฟนบอลจะพร้อมใจกันเป่าเพื่อ ''ฆ่าศัตรู'' เหมือนกับนิทานพื้นบ้านที่เล่าว่า ''ลิงบาบูนถูกฆ่าด้วยเสียงดังสนั่น'' สิ่งที่หลายฝ่ายเป็นห่วงก็คือ เสียงของมันดังเกินกว่าระดับเสียงที่เป็นอันตรายต่อหู



แฟนฟุตบอลที่เข้าร่วมเชียร์ฟุตบอลโลกติดขอบสนามและต้องฟังเสียงวูวูเซล่าเป็นเวลานานๆ มีสิทธิ์ที่จะหูดับหรือสูญเสียการได้ยินแบบถาวรได้



มีการศึกษากันแล้วว่า วูวูเซล่าสามารถส่งเสียงดังได้สูงสุดถึง 127-130 เดซิเบล ซึ่งดังมากกว่าเครื่องตัดหญ้า (90 เดซิเบล) เสียงเลื่อยไฟฟ้า (100 เดซิเบล) เสียงกลอง (122 เดซิเบล) และดังกว่าเสียงนกหวีดของกรรมการซึ่งดังประมาณ 121.8 เดซิเบล



การฟังเสียงที่มีความดังเพียง 85 เดซิเบลติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้หูของคนเราเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร หากฟังเสียงที่มีความดังถึง 100 เดซิเบลหรือมากกว่านั้น ความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น กฎหมายของแอฟริกาใต้เองก็สั่งให้ผู้ที่ทำงานอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล ต้องใช้ที่อุดหู



ขณะที่แพทย์ชาวเยอรมนีก็เตือนเช่นกันว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเสียงที่ดังเกินความพอดีของวูวูเซล่าควรรีบมาพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจเช็คระบบการได้ยินเป็นการด่วน ก่อนที่จะกลายเป็นคนหูพิการตลอดชีวิต



อาการหูดับ คือการสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน มีอาการตั้งแต่หูอื้อเล็กน้อย ไปจนถึงไม่ได้ยินเสียงเลย การรักษาภายใน 2 อาทิตย์แรกหลังจากเริ่มมีอาการหูดับจะได้ผลดีที่สุด ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยต้องพักผ่อนให้มากที่สุดเพื่อให้ประสาทหูฟื้นตัวโดยเร็ว โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งให้พักผ่อนเพื่อรักษาอาการอย่างน้อย 1 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้ห้ามฟังหรือเข้าใกล้เสียงที่ดังมาก ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 70 อาการของโรคจะดีขึ้นหรือหายเองได้ ส่วนการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรจะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้อีก



นอกจากอันตรายต่อหูแล้ว ดร.รูธ แม็คเนอร์นีย์ นักวิจัยจากสถาบันอนามัยแห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยังเตือนด้วยว่า วูวูเซล่าอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อหวัด ซึ่งคาดว่าน่าจะระบาดอย่างรุนแรงระหว่างฤดูการแข่งขันนี้ โดยเชื้อหวัดอาจติดต่อทางน้ำลายผ่านเครื่องเป่าอย่างวูวูเซล่า การป้องกันก็คือให้แฟนบอลใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ปะปนร่วมกับคนอื่น

เออร์วิน โคลซ่า ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกของแอฟริกาใต้ ยอมรับว่า วูวูเซล่า ถือเป็นทีเด็ดของแอฟริกาใต้ที่จะใช้กดดันคู่แข่ง แต่ก็เน้นย้ำว่าหากทุกคนสนุกไปกับมัน สนุกไปกับกองเชียร์ และคิดเสียว่าวูวูเซล่าคือความสนุกสนาน รับรองว่าจะไม่มีปัญหาอันใดเลย



ขณะที่นักฟุตบอลหลายคนยอมรับว่าไม่ชอบเสียงของวูวูเซล่า แต่ก็จำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับมันให้ได้ นักเตะบ่นว่าเสียงของวูวูเซล่ารบกวนสมาธิในการเล่นของพวกเขา เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารในสนาม และระหว่างนักเตะกับโค้ช



หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอล ฝ่ายถ่ายทอดสด รวมไปถึงนักวิชาการบางกลุ่มที่ศึกษาผลของวูวูเซล่า ได้เรียกร้องให้ออกกฎห้ามใช้วูวูเซล่าในสนามแข่งขันกีฬาระดับโลกทุกรายการ ล่าสุด แดนนี จอร์แดน ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก กำลังพิจารณาหาทางออกเรื่องนี้อย่างดีที่สุด หลังจากเคยพยายามออกประกาศห้ามแฟนบอลเป่าวูวูเซล่าระหว่างช่วงร้องเพลงชาติและช่วงการประกาศของโฆษกในสนาม และเสนอให้บรรดากองเชียร์เปลี่ยนไปร้องเพลงเชียร์แทน พร้อมทั้งยอมรับว่าอาจจะเป็นไปได้ที่จะห้ามนำวูวูเซล่าเข้าสนาม



ก่อนหน้านี้ โจเซฟ เซปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานฟีฟ่า กล่าวว่าจะไม่แบนวูวูเซล่า เพราะถือเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองอันแสดงถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแอฟริกาใต้ ซึ่งฟีฟ่าต้องให้ความสำคัญกับประเทศสมาชิกทั้ง 208 ประเทศอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า หากแบนแตรวูวูเซล่าแล้ว อาจมีเสียงเรียกร้องให้มีการแบนเครื่องดนตรีพื้นเมืองอีกหลายชนิดตามมาอีก โดยเฉพาะเครื่องดนตรีพื้นเมืองที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมานานในบราซิลและอีกหลายประเทศแถบลาตินอเมริกา ซึ่งมีเสียงดังไม่แพ้วูวูเซล่า



คงจะต้องติดตามข่าวกันต่อไปว่าจะมีนักบอลหรือแฟนบอลคนใดบ้างไหมที่สูญเสียการได้ยินจากเสียงแตรวูวูเซล่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีพ่อค้าหัวใสที่ขายอุปกรณ์ป้องกันเสียงแสบแก้วหูของวูวูเซล่าแล้ว นั่นก็คือ ที่อุดหู หรือ Ear Plugs ซึ่งได้ข่าวว่าขายดีไม่แพ้กันเลยทีเดียว



ร้านขายของในเมืองเคปทาวน์ได้ขายที่อุดหูที่มีชื่อว่า "Vuvu-Stop" หมดสต็อกไปเรียบร้อยแล้ว ที่อุดหูที่ว่านี้สามารถลดพลังเสียงของวูวูเซลาลงเหลือเพียง 31 เดซิเบล มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้เสียงเงียบลงเลยทีเดียว แต่ก็ช่วยถนอมสุขภาพหูได้เหมือนกัน