วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อาหารผิว :: สำหรับคนที่ไม่อยากให้ผิวแก่

เราอาจนึกไม่ถึงว่าอาหารมีผลต่อการ เกิดริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยโดยตรง นั่นเพราะทุกวันๆ เซลล์ผิวของเราจะถูกสร้างจากชั้นในสุดออกมายังด้านนอก และคุณภาพความสมบูรณ์ของเซลล์ผิวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหารที่เราทานเข้าไป เพราะฉะนั้นแล้ว ผิวคุณจะสวยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับอาหารผิวที่เราอยากขอแนะนำตามนี้


พืช ผัก ผลไม้ ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เพราะสารเหล่านี้จะช่วยร่างกาย ต่อสู้กับมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมได้เต็มที่ อาหารผิวกลุ่มนี้ ได้แก่ ส้ม มะนาว มะละกอ สตรอเบอร์รี่ บรอคเคอร์รี่ ดอกกะหล่ำ ผักโขม เป็นต้น

พืชที่มีเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) หรือวิตามินเอ (VitaminA) ซึ่งเป็นตัวช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิว และซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกแสงแดดทำลาย ทั้งยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งผิวหนังด้วย พบได้ในฟักทอง แครอท แตงโม แคนตาลูป มะเขือเทศสุก ฝรั่ง ผักโขม ที่นับเป็นอาหารผิวชั้นดี

เซเรเนียม (Selenium) มีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำลาย และการเสื่อมสภาพของผิว อาหารที่มีเซเรเนียมสูงมีอยู่ในธัญพืชที่ไม่ฟอกขาว เนื้อแดง กุ้ง ปู ข้าวกล้อง ไข่ เห็ด

ทานพืช ผักสดเพื่อรับเอนไซม์ หรือแร่ธาตุวิตามินต่างๆ (Enzyme, Photochemical) อาทิ ใน บร็อคโคลิ ดอกกะหล่ำ ขึ่นฉ่าย แครอท คะน้า ซึ่งสารอาหารจากอาหารผิวต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ร่างการซึมซับสารอาหารต่างๆได้ดี และกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทานวิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอลลาเจน และปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย เราสามารถพบอาหารผิวที่มีวิตามินซีมากๆ จากฝรั่ง ส้ม สับปะรด และมะขามป้อม

ทานอาหารที่มีวิตามินอีและสังกะสี (Vitamin E & Zinc) เพื่อช่วยปกป้องเซลล์ผิวชั้นนอก จากรังสี UVสามารถ พบวิตามินอีในน้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก ถั่ว งา ต่างๆ ข้าวกล้อง และพบสังกะสีในปู หอยนางรม เนื้ออกไก่ จมูกข้าว

กรดไขมันจำเป็นตระกูลโอเมก้า-3 (Essential Fatty Acid: Omega-3) เพราะทำให้ผิวชั้นนอกแข็งแรง จึงสามารถเก็บความชุ่มชื่นไว้ในผิวได้ดี ผิวจึงไม่แห้ง และยังช่วยป้องกันการอักเสบง่ายของผิวอีกด้วย เราสามารถรับอาหารผิวดีๆ กลุ่มนี้ได้จากปลาทู ปลาทะเลทั่วไป สาหร่าย หรือในน้ำมันถั่วเหลือง

ดื่มน้ำให้พอดี (Water) เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของการมีสุขภาพผิวที่ดี เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของผิว น้ำช่วยให้ผิวถ่ายเทของเสียออกจากเซลล์ และเป็นตัวนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว และช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่นเป็นปกติ เซลล์ผิวที่สมบูรณ์จะอวบอิ่มไปด้วยน้ำ ซึ่งหมายถึงผิวจะดูสดใส เต่งตึง

Credit : http://women.sanook.com

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ครีมลดริ้วรอย...ระเบิดเวลาต่อผิวรอบดวงตาจริงหรือ?

ก่อนที่จะหยิบครีมลดริ้วรอยมาทาผิวบริเวณใบหน้าในวันนี้ สบายอารมณ์อยากจะชวนสาวๆ ทุกคนมาสำรวจคุณสมบัติของครีมที่ใช้ และผิวหน้าของเราที่ปรากฏอยู่บนกระจกอยู่ในขณะนี้...เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ริ้วรอยจางหายไป? ผิวอ่อนนุ่มมากไปหรือเปล่า? ผิวใสเปล่งปลั่งแต่ไวต่อแสงแดด? ถ้าคำตอบคือใช่...สัญญาณอันตรายก็เริ่มต้นร้องเตือนผิวหน้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวรอบดวงตาของสาวๆ ทุกคนแล้วล่ะค่ะ

ถ้าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ ผิวรอบๆ บริเวณดวงตาก็เป็นหน้าต่างของผิวใบหน้าทั้งหมดเช่นกัน ที่พร้อมจะบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า เราดูแลผิวของเราได้ดีขนาดไหน เพราะผิวรอบดวงตาเป็นผิวส่วนที่ละเอียดอ่อนและบอบบางที่สุดบนใบหน้า ผิวรอบดวงตาบางกว่าผิวหน้าถึง10เท่า และมีต่อมไขมันน้อยกว่า และเป็นส่วนที่เกิดริ้วรอย รอยหมองคล้ำ รวมทั้งถุงใต้ตาได้ง่ายที่สุด เนื่องจากผิวส่วนนี้เก็บกักความชุ่มชื้นได้เพียงน้อยนิดและมีต่อมน้ำมันเพียงเล็กน้อย จึงมักส่งผลให้ผิวรอบดวงตาแห้งกร้าน และขาดความอ่อนนุ่ม การใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับดวงตาที่ทำจากสารเคมีสังเคราะห์ และการทาผลิตภัณฑ์ใกล้ดวงตามากเกินไป หรือการออกแรงกดบนผิวรอบดวงตามากเกินไปขณะที่ทาผลิตภัณฑ์ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ตาช้ำ หรือระคายเคืองได้

การที่สาวๆ เร่งบำรุงด้วยครีมสังเคราะห์จากสารเคมีต่างๆ มากเกินไปจึงเสมือนเป็นระเบิดเวลารอให้ผิวเราเสียหายมากขึ้นไปตามลำดับวัยด้วย เนื่องจากครีมบำรุงผิวกลุ่ม Anti aging เหล่านี้ จะมีส่วนผสมของ Retinoids, AHAs, BHAs ซึ่งสารเหล่านี้จะมีกระบวนการไปทำลายผิวชั้นบน แล้วเร่งให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวใหม่ และกระตุ้นให้เกิดคอลลาเจนของผิวให้เพิ่มมากขึ้นๆ ซึ่งถือว่าขัดต่อการทำงานตามธรรมชาติของผิวเราอย่างร้ายกาจ จะเป็นการเร่งให้ผิวที่ดีอยู่แล้วเปลี่ยนสภาพโดยการผลัดผิว และทำให้การอุ้มน้ำของผิวตามธรรมชาติเสื่อมลง สร้างให้ผิวทำงานหนักมากขึ้น ตามความเข้มข้นของสารเคมีต่างๆ ที่มีอยู่ในครีมลดริ้วรอยค่ะ และผลลัพธ์ก็คือ ผิวไวต่อแดด ระคายเคืองง่าย เกิดสิวฝ้ากระ ผิวไม่เรียบเนียน เรียกได้ว่าเป็นการกระตุ้นผลเสียในระยะยาวต่ออายุผิวให้แก่ก่อนวัยในทางอ้อมนั่นเองค่ะ

มารู้จักสารต่างๆ ในครีมลดริ้วรอยกันดีกว่า ก่อนถึงเวลาตัดสินใจ

เรตินอยด์ (Retinoids)
เรตินอยด์ คือ กลุ่มอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอได้แก่ Retinol, Retinoic Acid, Isotretinoin, Adphalene เป็นต้น ซึ่งถือเป็นสารตัวเอกที่มีบทบาทอย่างมาก สำหรับการผลิตครีมลดริ้วรอยเกือบทุกชนิดที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพราะมีสรรพคุณสารพัดประโยชน์ในการรักษาโรคทางผิวหนัง ควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ให้เป็นปกติ ยับยั้งการเกิดเนื้องอกหรือมะเร็งในผิวหนัง ลดการอักเสบที่เกิดจากแสงแดด รักษาสิว และรอยแผลเป็นต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ เพิ่มการสะสม Glycosaminoglycan และเพิ่มการผลัดผิว ทำให้ผิวมีสีอมชมพูระเรื่อ จึงเปรียบเสมือนเป็นตัวยามหัศจรรย์ที่มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพผิวทุกชนิด จนสาวๆ หลงใหลไปตามๆ กันทีเดียวค่ะ

แน่นอนค่ะว่า ความพิเศษมหัศจรรย์ของสาร เรตินอยด์ จะสามารถทำให้สาวๆ แทบจะรีบไปช้อปมาใช้ทาเพื่อลดริ้วรอยกันในทันที แต่เดี๋ยวก่อนค่ะมาฟังความจริงอีกด้านหนึ่งของสารเรตินอยด์ ก็อาจจะทำให้เกิดผลเสียข้างเคียงได้เช่นกัน
คือ ทำให้ผิวระคายเคืองเนื่องจากการหลุดลอกของเซลล์ผิวหน้าตลอดเวลา ลอกเป็นขุย จึงทำให้แสบร้อน และไวต่อแสงแดดมากกว่าผิวปกติทั่วไป ทำให้ผิวคล้ำได้ง่ายๆ ในเวลาต่อมา จึงควรหลีกเลี่ยงใช้บริเวณผิวที่บอบบางมากๆ เช่น จมูก ปาก และดวงตา

กรดผลไม้ (AHA)
AHA หรือ Alpha Hydroxy Acid หรือกรดผลไม้ เป็นกรดยอดนิยมที่ใช้ในการปรนนิบัติผิวให้กับสาวๆ อย่างแพร่หลายค่ะ โดยเฉพาะกรดไกลโคลิคได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่ากรดอื่นๆ เนื่องจากมีโมเลกุลที่เล็ก จึงสามารถซึมซับเข้าสู่ผิวได้ดี คุณสมบัติเด่นของกรดผลไม้นั้นมีมากมากหลายชนิด จนทำให้สาวๆ ทึ่งแน่นอนค่ะ เช่น ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดความหมองคล้ำ สร้างความกระจ่างใสให้กับผิวพรรณ ลดความมันบนผิวหน้า กำจัดสิวหัวดำ และเมื่อใช้สักระยะจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนอีกด้วย
นอกจากนี้ยังสามารถนำกรดผลไม้ที่มีความเข้มข้นสูงมาใช้ในการลอกผิวหน้า (Peeling) ได้ด้วย และควรเลือกใช้ครีมที่มีกรดผลไม้เป็นส่วนผสม ไม่ต่ำกว่า 3-8 % แต่มีการลดสภาพความเป็นกรดโดยทำการบัฟเฟอร์ (Buffered) ซึ่งจะช่วยลดการระคายเคืองของผิวได้ในระดับหนึ่งค่ะ

BHA
BHA หรือ Beta Hydroxy Acid มีคุณสมบัติอ่อนๆ สามารถละลายได้ดีในไขมัน ที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือกลุ่ม Salicylic Acid สามารถซึมผ่านลงไปยังผิวชั้นลึกได้มากกว่า จึงช่วยขจัดสิ่งสกปรกต่างๆ ที่อุดตันอยู่ในรูขุมขนได้ดี แต่ก็ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้มากกว่า AHAs รมถึง AHAs ที่มีผสมอยู่ในเครื่องสำอางลดริ้วรอยได้มากกว่าเช่นกัน ทางการแพทย์ผิวหนัง ใช้ Salicylic Acid ความเข้มข้นประมาณ 2% ในการรักษาสิวและผิวหน้า

เพิ่มอายุให้ผิว หรือ ต่อต้านริ้วรอยกันแน่?
จากข้อมูลเบื้องต้นที่สบายอารมณ์นำมาให้สาวๆ ได้ไตร่ตรองกันในการซื้อหาครีมลดริ้วรอยในครั้งต่อๆ ไป ให้เหมาะกับสภาพอายุของผิวเราจริงๆ เพราะครีมที่เหมาะกับผิวอย่างแท้จริงนั้นจะช่วยเสริมให้ผิวเราดีขึ้น แต่ถ้าครีมบำรุง ครีมลดริ้วรอย ที่เกินพอดีต่ออายุผิวของเรา มีโอกาสสูงทีเดียวค่ะในระยะยาวที่จะทำให้ผิวเราทำงานหนักขึ้น ต้องใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสารเคมีที่เข้มข้นขึ้น ส่งผลให้ผิวโดนทำร้าย และเร่งอายุให้ผิวของเราอย่างที่สาวๆ คาดไม่ถึง แพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจึงแนะนำว่า สาวๆ ควรหยุดใช้ครีมที่เกินความต้องการของผิว และปล่อยให้ผิวทำงานตามธรรมชาติจะดีที่สุด รวมทั้งใช้สารกันแดดที่มีค่า SPF 15 ก็เพียงพอแล้ว เพราะหากเรายังใช้ Retinoids หรือ AHAs มากๆ ก็ยังทำให้ผิวไวต่อแดด...ถึงเวลาแล้วหรือยังคะสาวๆ สำหรับการมองหาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่คู่ควรกว่า?

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

“ วูวูเซล่า ”


“วูวูเซล่า” แตรดังข้างสนามบอลโลกแค่รำคาญหรืออันตราย
นับตั้งแต่เกมเปิดสนามฟุตบอลโลก 2010 ก็จะได้ยินเสียงเจ้า “วูวูเซล่า” ดังกระหึ่มตลอดเกมการแข่งขัน แม้แต่แฟนบอลที่เชียร์อยู่หน้าจอโทรทัศน์ก็ยังได้ยินเสียงดังหึ่งๆ เหมือนแมลงวันแมลงหวี่อยู่ตลอดเวลา จะปิดเสียงโทรทัศน์ก็จะพาลหมดอรรถรสในการเชียร์ สำหรับแฟนบอลทางจอแก้วถือว่ายังโชคดีที่อาจจะแค่เกิดความรำคาญ เพราะถ้าคุณลงไปเชียร์อยู่ข้างสนามอาจจะเกิดอาการหูดับหรือสูญเสียการได้ยินแบบถาวรเพราะเจ้า “วูวูเซล่า” ได้เลยทีเดียว



“วูวูเซล่า” หรือ “เลปาตาตา” (Horns Vuvuzela) เป็นแตรพื้นเมืองของแอฟริกาใต้ มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร บ้างก็ว่าชื่อ "วูวูเซล่า" มาจากภาษาซูลูของชนเผ่าที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกาใต้ แปลว่าสร้างเสียงวูวู แต่บ้างก็ว่าเป็นศัพท์สแลงของพวกคนเมือง โดยใช้ในความหมายประเภทปลุกใจ ปลุกเร้า



กลุ่มแฟนบอลของสโมสร "ไกเซอร์ ชีฟส์ เอฟซี" ในลีกของแอฟริกาใต้เริ่มนำวูวูเซล่ามาประกอบการเชียร์ฟุตบอลครั้งแรกเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่วูวูเซล่าก็ยังจำกัดวงอยู่เฉพาะภายในแอฟริกาใต้เท่านั้น จนกระทั่งมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการแข่งขันฟุตบอลรายการ “ฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ 2009” ที่จัดขึ้นที่แอฟริกาใต้เมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นครั้งแรกที่วูวูเซล่าได้แผดเสียงให้ชาวโลกได้ยินเป็นครั้งแรก



แรกเริ่มเดิมทีนั้น วูวูเซล่าก็คือแตรอะลูมิเนียมสั้นๆ จากรถจักรยาน ต่อมาถูกพัฒนาเป็นท่อยาวๆ เพื่อให้มีเสียงดังขึ้น แต่วูวูเซล่าอะลูมิเนียมถูกห้ามนำเข้าสนามหลายครั้ง เพราะเกรงว่ามันจะกลายเป็นอาวุธ จึงมีการดัดแปลงมาทำด้วยพลาสติกแทน หลังจากนั้นก็มีบริษัทหัวใสผลิตวูวูเซล่าหลากสีสันหลากสไตล์ออกมาขายจนได้รับความนิยมทั่วบ้านทั่วเมือง



วูวูเซล่าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่เมืองเคปทาวน์ มีความยาวถึง 114 ฟุต และจะส่งเสียงดัง 123.5 เดซิเบล ออกมาทุกครั้งที่มีการยิงประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้



อานุภาพของวูวูเซล่าจะทรงพลังที่สุดในช่วง 15 นาทีสุดท้ายของเกม เพราะแฟนบอลจะพร้อมใจกันเป่าเพื่อ ''ฆ่าศัตรู'' เหมือนกับนิทานพื้นบ้านที่เล่าว่า ''ลิงบาบูนถูกฆ่าด้วยเสียงดังสนั่น'' สิ่งที่หลายฝ่ายเป็นห่วงก็คือ เสียงของมันดังเกินกว่าระดับเสียงที่เป็นอันตรายต่อหู



แฟนฟุตบอลที่เข้าร่วมเชียร์ฟุตบอลโลกติดขอบสนามและต้องฟังเสียงวูวูเซล่าเป็นเวลานานๆ มีสิทธิ์ที่จะหูดับหรือสูญเสียการได้ยินแบบถาวรได้



มีการศึกษากันแล้วว่า วูวูเซล่าสามารถส่งเสียงดังได้สูงสุดถึง 127-130 เดซิเบล ซึ่งดังมากกว่าเครื่องตัดหญ้า (90 เดซิเบล) เสียงเลื่อยไฟฟ้า (100 เดซิเบล) เสียงกลอง (122 เดซิเบล) และดังกว่าเสียงนกหวีดของกรรมการซึ่งดังประมาณ 121.8 เดซิเบล



การฟังเสียงที่มีความดังเพียง 85 เดซิเบลติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้หูของคนเราเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร หากฟังเสียงที่มีความดังถึง 100 เดซิเบลหรือมากกว่านั้น ความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น กฎหมายของแอฟริกาใต้เองก็สั่งให้ผู้ที่ทำงานอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบล ต้องใช้ที่อุดหู



ขณะที่แพทย์ชาวเยอรมนีก็เตือนเช่นกันว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเสียงที่ดังเกินความพอดีของวูวูเซล่าควรรีบมาพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจเช็คระบบการได้ยินเป็นการด่วน ก่อนที่จะกลายเป็นคนหูพิการตลอดชีวิต



อาการหูดับ คือการสูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลัน มีอาการตั้งแต่หูอื้อเล็กน้อย ไปจนถึงไม่ได้ยินเสียงเลย การรักษาภายใน 2 อาทิตย์แรกหลังจากเริ่มมีอาการหูดับจะได้ผลดีที่สุด ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยต้องพักผ่อนให้มากที่สุดเพื่อให้ประสาทหูฟื้นตัวโดยเร็ว โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งให้พักผ่อนเพื่อรักษาอาการอย่างน้อย 1 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้ห้ามฟังหรือเข้าใกล้เสียงที่ดังมาก ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 70 อาการของโรคจะดีขึ้นหรือหายเองได้ ส่วนการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรจะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้อีก



นอกจากอันตรายต่อหูแล้ว ดร.รูธ แม็คเนอร์นีย์ นักวิจัยจากสถาบันอนามัยแห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ยังเตือนด้วยว่า วูวูเซล่าอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อหวัด ซึ่งคาดว่าน่าจะระบาดอย่างรุนแรงระหว่างฤดูการแข่งขันนี้ โดยเชื้อหวัดอาจติดต่อทางน้ำลายผ่านเครื่องเป่าอย่างวูวูเซล่า การป้องกันก็คือให้แฟนบอลใช้เป็นการส่วนตัวเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ปะปนร่วมกับคนอื่น

เออร์วิน โคลซ่า ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกของแอฟริกาใต้ ยอมรับว่า วูวูเซล่า ถือเป็นทีเด็ดของแอฟริกาใต้ที่จะใช้กดดันคู่แข่ง แต่ก็เน้นย้ำว่าหากทุกคนสนุกไปกับมัน สนุกไปกับกองเชียร์ และคิดเสียว่าวูวูเซล่าคือความสนุกสนาน รับรองว่าจะไม่มีปัญหาอันใดเลย



ขณะที่นักฟุตบอลหลายคนยอมรับว่าไม่ชอบเสียงของวูวูเซล่า แต่ก็จำเป็นต้องทำความคุ้นเคยกับมันให้ได้ นักเตะบ่นว่าเสียงของวูวูเซล่ารบกวนสมาธิในการเล่นของพวกเขา เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารในสนาม และระหว่างนักเตะกับโค้ช



หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอล ฝ่ายถ่ายทอดสด รวมไปถึงนักวิชาการบางกลุ่มที่ศึกษาผลของวูวูเซล่า ได้เรียกร้องให้ออกกฎห้ามใช้วูวูเซล่าในสนามแข่งขันกีฬาระดับโลกทุกรายการ ล่าสุด แดนนี จอร์แดน ประธานคณะกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก กำลังพิจารณาหาทางออกเรื่องนี้อย่างดีที่สุด หลังจากเคยพยายามออกประกาศห้ามแฟนบอลเป่าวูวูเซล่าระหว่างช่วงร้องเพลงชาติและช่วงการประกาศของโฆษกในสนาม และเสนอให้บรรดากองเชียร์เปลี่ยนไปร้องเพลงเชียร์แทน พร้อมทั้งยอมรับว่าอาจจะเป็นไปได้ที่จะห้ามนำวูวูเซล่าเข้าสนาม



ก่อนหน้านี้ โจเซฟ เซปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานฟีฟ่า กล่าวว่าจะไม่แบนวูวูเซล่า เพราะถือเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองอันแสดงถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของแอฟริกาใต้ ซึ่งฟีฟ่าต้องให้ความสำคัญกับประเทศสมาชิกทั้ง 208 ประเทศอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า หากแบนแตรวูวูเซล่าแล้ว อาจมีเสียงเรียกร้องให้มีการแบนเครื่องดนตรีพื้นเมืองอีกหลายชนิดตามมาอีก โดยเฉพาะเครื่องดนตรีพื้นเมืองที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมานานในบราซิลและอีกหลายประเทศแถบลาตินอเมริกา ซึ่งมีเสียงดังไม่แพ้วูวูเซล่า



คงจะต้องติดตามข่าวกันต่อไปว่าจะมีนักบอลหรือแฟนบอลคนใดบ้างไหมที่สูญเสียการได้ยินจากเสียงแตรวูวูเซล่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีพ่อค้าหัวใสที่ขายอุปกรณ์ป้องกันเสียงแสบแก้วหูของวูวูเซล่าแล้ว นั่นก็คือ ที่อุดหู หรือ Ear Plugs ซึ่งได้ข่าวว่าขายดีไม่แพ้กันเลยทีเดียว



ร้านขายของในเมืองเคปทาวน์ได้ขายที่อุดหูที่มีชื่อว่า "Vuvu-Stop" หมดสต็อกไปเรียบร้อยแล้ว ที่อุดหูที่ว่านี้สามารถลดพลังเสียงของวูวูเซลาลงเหลือเพียง 31 เดซิเบล มันอาจจะไม่ได้ช่วยให้เสียงเงียบลงเลยทีเดียว แต่ก็ช่วยถนอมสุขภาพหูได้เหมือนกัน