วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อะไรอยู่ในเครื่องสำอางค์ ???



คุณผู้หญิงเคยรู้สึกงงๆ บ้างไหม เวลาที่คุณต้องอ่านฉลากแจกแจงราย-ละเอียดที่ติดอยู่บนขวดหรือกระปุกบรรจุผลิตภัณฑ์เพื่อความงามอันเป็นอมตะของผู้หญิงเรา คุณคงจะเคยนึกสงสัยบ้างว่า ครีมข้นๆ หรือน้ำใสๆ มหัศจรรย์พวกนี้ ปรุงแต่งมาจากวัตถุดิบหรือสารอะไรกัน สรรพคุณก็บรรยายเสียมากมาย แต่ทำไมเราไม่เข้าใจเลย

คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกพิศวง งงงวยกับป้ายหรือฉลากพวกนั้นหรอก ถ้าคุณไม่ได้จบปริญญาสาขาเคมีมา คุณก็คงจะเป็นงงเหมือนกับคนอื่นๆ อีกมากมาย สาเหตุนั้นก็เป็นเพราะว่า การผลิตเครื่องสำอาง ทุกวันนี้ได้ขยับเข้าใกล้วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีชั้นสูงเข้าไปทุกที ตัวอย่าง เช่น บริษัทลอรีอัล ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเครื่องสำอางของฝรั่งเศส มีนักวิทยาศาสตร์ประจำการอยู่ตามศูนย์ทดลองของบริษัทซึ่งตั้งอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และจีน รวมแล้วกว่า 2,000 คน เป็นต้น

เนื่องจากยังไม่มีข้อบังคับหรือข้อตกลงระดับนานาชาติใดๆ ที่จะกำกับดูแลและสั่งการกับบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางได้ ว่าคำศัพท์คำใดใช้ได้หรือคำใด ใช้ไม่ได้ ดังนั้น คำศัพท์ยากๆ ที่คุณเห็นแล้วเป็นงงนั้น บางครั้งก็ไม่ได้มีความ-หมายอะไรมากมาย หากเป็นเพียงลูกไม้ของบริษัทผลิตเครื่องสำอางท ี่เลือกใช้คำให้หวือหวา เพราะต้องการให้ลูกค้ารู้สึกทึ่งและประทับใจเท่านั้นเอง



คำที่เห็นกันบ่อยๆ แต่อาจจะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้างเพื่อเป็นความรู้ให้กับคุณๆ ดังต่อไปนี้

Antioxidantรังสีจากดวงอาทิตย์ผสมกับมลพิษต่างๆ ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ (free ra-dicals) ซึ่งเป็นโมเลกุลที่โลดแล่นได้อย่างเสรีในร่างกายเราและทำอันตรายต่อเซลล์ของเรา ด้วยเหตุนี้บริษัทเครื่องสำอางจึงต้องเติม สารต้านอนุมูลอิสระ หรือแอนตี้ออกซิแดนท์ เข้าไปในเครื่อง-สำอางเพื่อช่วยต่อสู้กับศัตรูตัวร้ายเหล่านั้น

ตัวอย่างวิตามินหรือสารต่างๆที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินอี ไลโคปีน (lycopene) หรือกรดอัลฟ่า ลิโปอิค (alpha lipoic acid) เป็นต้น สารเหล่านี้บางชนิดก็สังเคราะห์ในห้องแล็บได้ บางชนิดก็สกัดได้จากพืช เช่น จากชาเขียว เชอร์รี่ องุ่น เมล็ดแอปเปิ้ล ฯลฯ

Clinically proven
หมายถึง ผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้ว คลินิกที่ว่าก็อยู่ในห้องแล็บของบริษัทเครื่องสำอางนั่นเอง ถึงอย่างไรเครื่องสำอางทุกตัวก็ต้องผ่านการทดสอบจากห้องแล็บของบริษัทผู้ผลิต ก่อนที่จะนำออกวางจำหน่ายอยู่แล้ว คำว่า proven ในที่นี้จึงไม่ได้มีความหมายพิเศษ อะไร แต่ประการใด

Non-comedogenic
โคมีโดน (Comedone) เป็นศัพท์ทางสาขาวิชาโรคผิวหนัง หมายถึงรูขุมขนอุดตัน หรือสิวหัวดำ ถ้าผลิตภัณฑ์ใดระบุว่า Non-comedogenic หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ชนิดนั้นไม่มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดรูขุมขนอุดตันได้

Dermatologist-testedหมายความว่า ผลิตภัณฑ์นี้ผ่านการทดสอบจากแ พทย์ผิวหนังแล้ว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแปลว่าแพทย์ผู้ทดสอบเห็นด้วยหรือให้การรับรองผลิตภัณฑ์ตัวนี้เสมอไป


Hypo-allergenicหมายถึง มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการแพ้ได้น้อย แต่ไม่ได้หมาย-ความว่าจะไม่ทำให้แพ้เลย ถ้าผิวของคุณมักเกิดอาการแพ้ได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Hypo-allergenic ก็คือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Peptidesเพปไทด์เป็นสายสั้นๆ ของ กรดอะมิโน (amino acids) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของโปรตีน เพปไทด์แต่ละชนิดทำหน้าที่แตก-ต่างกันไป หน้าที่อย่างหนึ่งก็คือ “การส่งสัญญาณ” เพปไทด์บางชนิดสามารถทำหน้าที่ส่งสัญญาณกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้ผลิตคอลลาเจนเพิ่มขึ้น เมื่อผิวหนังผลิตคอล-ลาเจนมากขึ้น ผิวก็จะแข็งแรง แน่น กระชับ และดูอ่อนเยาว์ขึ้น เพปไทด์ในครีมบำรุงผิวก็มีหน้าที่กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนนั่นเอง

Broad spectrum
พบได้ในผลิตภัณฑ์กันแดด ฉลากที่ระบุคำว่า Broad spectrum มีความหมายว่า ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีบี (UVB ทำให้ผิวไหม้ได้) และรังสียูวีเอ (UVA ทำให้ผิวมีริ้วรอยเหี่ยวย่น)

ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ติดฉลากว่า SPF (Sun Protection Factor) จะช่วยกันรังสียูวีบี ค่า SPF ยิ่งสูง ก็ยิ่งปกป้องได้มากขึ้น ส่วนคำว่า PA++ จะช่วยกันรังสี ยูวีอ ยิ่งมีเครื่องหมาย + หลายตัว ก็ยิ่งปกป้องได้มากขึ้น ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ระบุทั้ง SPF และ PA ก็คือ Broad spectrum นั่นเอง

Oil-Free
คำว่า oil-free ที่เห็นกันบ่อยๆหมายความว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศ-จากน้ำมันทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันที่ได้จากแร่ธาตุ พืช หรือสัตว์ น้ำมันที่อยู่ในเครื่องสำอางอาจจะอุดตันรูขุมขนและก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ออยล์ฟรีจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้มีปัญหาข้อนี้

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

สูตรพอกหน้า...ลดหน้าความหมองคล้ำ



ลดหน้าความหมองคล้ำ สูตรนี้ทำอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง จะช่วยขจัดความหมองคล้ำบนใบหน้าให้ดูขาวใส วิตามิน E จะช่วยลบรอยด่างดำพร้อมกับกระชับผิว

ส่วนผสม
เนื้อส้มเขียวหวาน 1/2 ผล
วิตามิน E 1 แคปซูล
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. นำส่วนผสมที่เตรียมไว้มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน
2. ล้างหน้าให้สะอาดและซับหน้าให้แห้ง
3. นำเนื้อครีมที่ได้ค่อยๆทาให้ทั่วใบหน้า นวดเบาๆ จนเนื้อส้มแตกออก
4. หลังจากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วจึงล้างหน้าด้วยน้ำเย็น

ข้อแนะนำ
ส้มเขียวหวานเป็นผลไม้ที่หาได้ง่ายมีรสชาติทั้งเปรี้ยวและหวาน อุดมไปด้วยวิตามิน C และวิตามิน A เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ มีฤทธิ์ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน เสริมสร้างคอลลาเจน Collagen ช่วยทำให้แผลหายเร็ว มีกากใยจึงเป็นยาระบายอ่อนๆ น้ำส้มช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล และสดชื่น ทั้งนี้ส้มมีการเสื่อมสลายเร็วทั้งในที่ร้อน และเย็นจึงไม่ควรคั้นน้ำส้มทิ้งไว้เพราะจะทำให้สูญเสียวิตามินได้ ฉะนั้นเราควรเก็บเป็นผลจะดีกว่า และทุกครั้งที่จะนำส้มมาใช้ควรล้างให้สะอาด และควรเลือกซื้อส้มที่ใหม่ และสดไม่มีรอยช้ำหรือเน่า

Content By
www.pooyingnaka.com

เรื่องง่ายๆที่ทำให้ผิวนุ่ม :)

ผิวกายก็ต้องดูแลให้ดีเหมือนผิวหน้านี่ล่ะค่ะ เพือให้ผิวผ่องและเนียนนุ่มเราก็ต้องดูแลให้มากขึ้นตามอายุ ไม่ยากจนเกินไป คิดซะว่าเราทำเพื่อคลายเครียดให้กับตัวเองและกับผิวด้วยค่ะ

เผยผิวใหม่
- ผลิตภัณฑ์ที่ฮิตมากๆสำหรับการผลัดผิวใหม่ก็คือ สครับ สครับมีส่วนผสมหลายๆอย่างและแต่ละอย่างก็ใช้ได้ดีกับผิวบางประเภทและบางส่วน

- สำหรับสครับเกลือ หรือที่เราเรียกกันง่ายๆว่าเกลือสปา จะใช้ได้ดีกับบริเวณที่หยาบกร้าน เช่นเข่าและข้อศอก เมื่อผิวบริเวณนี้หนาขึ้นและหยาบขึ้นเราใช้เกลือขัดให้เนียนขึ้นได้ และขาวขึ้นได้อีกเล็กน้อย

- คนที่มีผิวแห้งมากๆหรือผิวแพ้ง่าย ใช้สครับน้ำตาลจะดีกว่าค่ะ แม้น้ำตาลจะละลายได้ง่ายกว่าเกลือ แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือผิวที่เรียบขึ้นและขจัดผิวเก่าๆได้ดีค่ะ

- ขัดด้วยแปรงแห้ง ช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายและให้ผิวที่น่าสัมผัสมากขึ้น และยังช่วยในเรื่องการกำจัดของเสีย ได้ประโยชน์หลายอย่างเลยทีเดียว




มอยซ์เจอไรเซอร์อาหารผิว
หลังจากที่ขัดผิวแล้ว อย่าลืมที่จะล็อคความชุ่มชื้นให้กับผิวเอาไว้ด้วยนะคะ

- เลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัดและใช้เวลานานๆ ซึ่งเป็นตัวทำให้ผิวเราแห้งขาดความชุ่มชื้น

- ใช้ครีมอาบน้ำที่มีส่วนผสมของเชียบัตเตอร์ เพื่อช่วยกักเก็บน้ำและในขณะเดียวกันก็ช่วยทำความสะอาดและเพิ่มความสดชื่นให้ผิว

- เวลาที่ดีที่สุดของการทามอยซ์เจอไรเซอร์คือหลังจากอาบน้ำ เพราะรูขุมขนเปิด หลังอาบน้ำไม่จำเป็นต้องเช็ดตัวจนแห้ง อาจจะเหลือให้ผิวหมาดๆและทาครีมหรือโลชั่น

เลือกโลชั่นสำหรับผิว
ครั้งต่อไปที่จะเลือกโลชั่นทาผิว ลองมองหาส่วนผสมที่มี alpha hydroxy, glycolic หรือ lactic acids เพราะส่วนผสมเหล่านี้เปรียบเสมือนฮีโร่ในขวดโลชั่น ซึ่งช่วยขจัดเซลล์ผิวแห้งๆออกไปได้ และระหว่างที่ทาโลชั่นก็ถือโอกาสนวดผิวไปด้วยในตัว

เวลานอนเป็นเวลาผิว
คงเคยได้ยินมาแล้วว่า วาสลีน ช่วยให้เท้าเนียนนุ่ม โดยทาวาสลีนและนวดเล็กน้อยก่อนที่จะสวมถุงเท้าแล้วเข้านอน เช่นเดียวกันกับผิว ทาเบบี้ออยส์บางๆ เป็นการเคลือบผิว และโดยเฉพาะสาวๆที่ชอบโกนขน ซึ่งการโกนขนจะทำให้ผิวแห้ง เบบี้ออยส์นี่ล่ะ ใช้ได้ดี ลองเลือกกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้เราหลับสบายด้วยค่ะ

Content by
www.pooyignaka.com

ดูแลหน้าตามลักษณะผิว



ผิวธรรมดา
มีลักษณะเป็นผิวกระชับ อ่อนนุ่ม เรียบเนียน ไม่ค่อยเป็นสิว บริสุทธิ์สดใส ไม่มีรอยของรูขุมขนที่ใหญ่เกินไป
การดูแลรักษา
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยน้ำยาล้างหน้า หรือเรียกว่า เคล็นเซอร์ สำหรับผิวธรรมดาซึ่งมักเป็นเจลใส สามารถล้างแบบสบู่ด้วยการใช้นิ้วลูบไล้ทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
- เช็ดด้วยโทนเนอร์ ที่ปราศจากแอลกอฮอร์ เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยเคล็นเซอร์ และช่วยกระชับผิว ปิดรูขุมขนไม่ให้เปิดกว้าง
- มาส์กหน้าแบบเพิ่มความชุ่มชื้น นุ่มนวลแก่ผิว ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และป้องกันแดด และแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น


ผิวผสม (ผิวธรรมดาผสมผิวมัน)
มีลักษณะผิวกระชับและแข็งแรง บริเวณหน้าผาก จมุก และคาง (ทีโซน) มีน้ำมันเคลือบอยู่มาก เนื้องจากรูขุมขนกว้าง และต่อมไขมันใต้ผิวหนังทำงานได้มาก จึงพบว่าเกิดการอุดตัน และเป็นสิวได้ง่ายกว่า
การดูแลรักษา
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยโฟมล้างหน้า หรือเรียกว่า โฟมเจล สำหรับผิวมัน ซึ่งมักเป็นโฟม สามารถล้างโดยทำหน้าให้เปียกก่อน แล้วใช้นิ้วลูบไล้ทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
- เช็ดด้วยโทนเนอร์ เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยเคล็นเซอร์ และช่วยกระชับผิว ปิดรูขุมขนไม่ให้เปิดกว้างเกินไป
- มาส์กหน้าแบบโคลน หรือสาหร่ายที่ทิ้งไว้ให้แห้งได้ เพื่อทำความสะอาดแบบล้ำลึก สามารถดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกไป แล้วลอกออก หรือล้างออกตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และป้องกันแดด และแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น


ผิวผสม (ผิวธรรมดาผสมผิวแห้ง)มีลักษณะผิวละเอียด รูขุนขนเล็ก ดูเนียนเรียบ บริเวณหน้าผาก จมุก และคาง (ทีโซน) ส่วนรอบแก้มทั้งสองดูแห้ง มีริ้วรอยย่นจากการยิ้ม หรือหัวเราะชัดเจนง่ายกว่า
การดูแลรักษา
- ขัดหน้าด้วยครีมขัดหน้าชนิดเม็ดบีชละเอียด อย่างเบามือให้ทั่ว แล้วล้างออกให้สะอาด ประมาณสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อขจัดผิวเซลที่คล้ำเสียจากการแห้งกร้าน ให้ความสดชื่นอ่อนเยาว์
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยครีมล้างหน้า สำหรับผิวแห้ง ซึ่งมักเป็นโฟม สามารถล้างโดยไม่ต้องใช้น้ำ ใช้นิ้วลูบไล้ครีมทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วเช็ดออกด้วยสำลีหมาดน้ำให้สะอาด โดยไม่ต้องล้างด้วยน้ำ เนื่องจากจะสะอาดกว่า และป้องกันไม่ทำให้ผิวหน้าแห้งกว่าเดิม
- เช็ดด้วยโทนเนอร์สำหรับผิวแห้ง เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยครีมล้างหน้า และช่วยกระชับผิว
- มาส์กหน้าแบบเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ประมาณสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง คืนความชุ่มชื้นแก่คุณ
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวแห้ง แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และป้องกันแดด และมอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวแห้งแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น


ผิวบอบบาง (ผิวแพ้ง่าย)
ผิวจะไวต่อสิ่งที่กระทบกระเทีอนผิวหน้า อาจเกิดริ้วรอยง่าย แห้งง่าย กร้านง่าย แดงง่าย คันง่าย มีผื่นง่าย แฟ้ง่าย ไม่ค่อยแข็งแรง
การดูแลรักษา
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยเคล็นเซอร์สำหรับผิวบอบบาง โดยใช้นิ้วลูบไล้ครีมทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วล้างออกให้สะอาด
- เช็ดด้วยโทนเนอร์สำหรับผิวบอบบาง เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยครีมล้างหน้า และช่วยกระชับผิว
- มาส์กหน้าแบบเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ประมาณสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง คืนความชุ่มชื้นแก่คุณ ป้องกันการแห้งแตกของผิว
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวบอบบาง แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และมอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวบอบบางแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น


ผิวกร้านเสีย จากแสงแดดกรณีที่คุณต้องสัมผัสกับแสงแดดบางคราว หรืออาจต้องทำงานกลางแดดบ้าง อาจมีริ้วรอย แห้งกร้าน มีร่องรอยคล้ำเสีย หรือมีการลอกชองผิวหน้าได้
การดูแลรักษา
- ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าพอเปียก ใช้ครีมขัดหน้าแบบนุ่มนวลลูบไล้เบามือให้ทั่วหน้าสัก 1 นาที เพื่อขัดผิวที่ลอกเสียออก แล้วล้างเม็ดบีชออกให้หมด
- ทำความสะอาดสิ่งสกปรกและเครื่องสำอางด้วยครีมล้างหน้าสำหรับผิวแห้ง โดยใช้นิ้วลูบไล้ครีมทั่วหน้าอย่างเบามือ แล้วเช็ดออกด้วยสำลีหมาด
- อบใบหน้าด้วยไอน้ำ ประมาณ 10-15 นาที เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ใบหน้า
- เช็ดด้วยโทนเนอร์สำหรับผิวแห้ง เพื่อทำความสะอาดสิ่งที่หลงเหลือจากการล้างด้วยครีมล้างหน้า และช่วยกระชับผิว
- มาส์กหน้าแบบเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ประมาณวันละครั้ง ประมาณ 3-4 วันติดต่อกัน คืนความชุ่มชื้นแก่คุณ ป้องกันการแห้งแตกของผิว
- ทามอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวบแห้ง ที่มีค่าป้องกันแสงแดด (SPF) สูง แบบกลางวัน สำหรับกลางวัน เพื่อคืนความชุ่มชื้น และป้องกันแดด และเลือก และมอยสเจอร์ไรเซอร์ สำหรับผิวบอบบางแบบกลางคืน สำหรับกลางคืน เพื่อซ่อมแซมจากการเผชิญกับสิ่งแวดล้อมกลางวัน และเพิ่มความชุ่มชื้น

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มะนาว --> สุดยอดตัวช่วยลดน้ำหนัก!

เราเก็บเคล็ดลับดี ๆ จากคอลัมน์ The Lemon Juice Diet ของหนังสือ New Book ที่นักเขียนสาว เธเรซา เชียง ได้ให้คำแนะนำกับปัญหาโรคอ้วน ที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรับประทานมะนาว

"มะนาว" ถูกกล่าวขานว่ามีสรรพคุณในการลดความอ้วนได้อย่างดีที่สุด หาก คุณทำตามกฎหลักทั้ง 3 ข้อนี้ คุณจะน้ำหนักลดลงได้ดั่งใจปรารถนา

1. ดื่มน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นทุก ๆ เช้า
เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดียิ่งขึ้น มะนาวเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด ไม่เพียงแต่จะดีสำหรับช่วยลดไข้ได้ แต่มันยังมีผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา แนะนำมาว่า ใครที่กินผลไม้และผักที่มีวิตามินซีในปริมาณที่มาก จะมีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และจะช่วยให้น้ำหนักลดได้ดีกว่าวิธีอื่น ๆ อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมะนาวยังช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมให้กักเก็บเอาไว้ในเซลล์ไขมัน ผลวิจัยยังแสดงอีกว่า แคลเซียมที่มีอยู่ในเซลล์ไขมันปริมาณมาก ๆ จะช่วยเผาผลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น


2. รับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ชนิด
เพราะผักและผลไม้ทุกประเภท จะมีปริมาณแคลอรีที่น้อยมาก แต่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใย และสารอาหารที่ครบครัน จะช่วยในการปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย ช่วยให้ระบบประสาททำงานอย่างสงบลง

3. ปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
โดยการบีบน้ำมะนาวลงไปในมื้ออาหารทุกมื้อ หรือผสมเปลือกมะนาวลงไปในซุปหรือสลัด และบีบมะนาวเพียงเล็กน้อยโปรยลงบนเนื้อปลา และเนื้อไก่ก่อนรับประทาน แล้วจะรู้ว่ามะนาวคือเส้นใยที่มหัศจรรย์ที่สุด เพราะมะนาวจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงด้วย
นอกจากนี้ผลการศึกษาของวิทยาลัย Journal of the America College of Nutrition รายงานว่า คาร์โบไฮเดรตที่พบในผิวเปลือกของมะนาว จะสามารถกำจัดความอยากกินให้ลดลงได้ถึง 4 ชั่วโมง เปลือกมะนาวเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสามารถดูดซึมน้ำตาลได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากที่คุณกินมัน คุณจะรู้สึกอิ่มไปอีกนานเลยทีเดียว


ที่มาจาก healthcorners.com

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับความอ้วน!

ความเชื่อ : ยิ่งออกกำลังมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
ความจริง : การออกกำลังเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาน้ำหนักตัว และทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น แต่การออกกำลังสัปดาห์ละเจ็ดวันอาจทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามได้ มันอาจทำให้ภูมิคุ้มกันคุณอ่อนแอลง ทำให้ข้อต่อต่างๆ ล้า และทำให้เราอ่อนแรง ถ้าคุณออกกำลังด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องเนื่องมาจากความอ่อนล้า คุณก็จะเผาผลาญแคลอรีได้น้อยกว่าการออกกำลังอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความอ่อนล้าจากการออกกำลัง ควรจัดวันสำหรับพักผ่อนอย่างน้อยหนึ่งวันในแต่ละสัปดาห์ และเปลี่ยนแปลงการออกกำลังไปเล็กน้อยในแต่ละครั้ง เช่น บริหารแขนวันหนึ่ง แล้วก็บริหารขาอีกวันหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อชุดเดียวกันมากเกินไป

ความเชื่อ : กล้ามเนื้อหนักกว่าไขมัน
ความจริง : ถ้าคุณออกกำลังมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ตาชั่งบอกตัวเลขที่มากกว่าที่คุณอยากได้ คุณอาจอยากบอกตัวเองว่า "อืม มันก็น้ำหนักของกล้ามเนื้อ" เพราะกล้ามเนื้อหนักกว่าไขมันไม่ใช่หรือ? ก็ไม่ขนาดนั้นนะ กล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์กับไขมันหนึ่งปอนด์ ก็คือหนึ่งปอนด์เท่ากัน แต่เพราะกล้ามเนื้อมีความหนาแน่นกว่าไขมัน การมีกล้ามเนื้อมากกว่าไขมันจึงทำให้คุณดูเพรียวกว่า และมันก็มีประโยชน์อื่นด้วย นั่นคือกล้ามเนื้อหนึ่งปอนด์เผาผลาญราว 50 แคลอรีต่อวัน ในขณะที่ไขมันหนึ่งปอนด์เผาผลาญแค่ 2 แคลอรีต่อวัน ฉะนั้น ยิ่งคุณมีไขมันน้อยเท่าไหร่ อัตราการเผาผลาญของคุณก็จะสูงเท่านั้น



ความเชื่อ : เมื่ออายุมากขึ้นก็เลี่ยงไม่ได้ที่น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น
ความจริง : ไขมันส่วนใหญ่ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่น้ำหนักมักเปลี่ยนไปจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การให้กำเนิดบุตร หรือกระดูกทีอ่อนแอลง ซึ่งคุณสามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงช้าลงได้ด้วยการยกน้ำหนัก จากการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐฯ ผู้หญิงที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน ซึ่งยกน้ำหนักเพียงแค่สัปดาห์ละสองครั้ง มีการสะสมของไขมันที่หน้าท้องเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (7 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปี) เมื่อเทียบกับคนไม่ได้ออกกำลัง (ซึ่งไขมันที่สะสมในหน้าท้องเพิ่มขึ้นถึง 21 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสองปี) ยิ่งคุณยกน้ำหนักเร็วขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งง่ายที่จะทำให้รอบเอวไม่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ความเชื่อ : คุณต้องลดน้ำหนักอย่างมากเพื่อที่จะได้ประโยชน์ทางสุขภาพ
ความจริง : ถ้าคุณมีตัวเลขที่ต้องลดถึงสองหลัก อาจฟังดูน่ากลัว แต่การลดเพียงแค่ไม่กี่กิโลฯ ก็สามารถมีผลอย่างมากต่อสุขภาพของคุณแล้ว โดยน้ำหนักส่วนเกินทุกหนึ่งกิโลที่คุณลดลงได้ คอเลสเตอรอลของคุณจะลดลงโดยเฉลี่ย 3 จุด ผู้ชายและผู้หญิงสามารถลดความดันโลหิตลงได้หลังจากลดน้ำหนักเพียงแค่ 4-5 กก. ร่างกายของเราสามารถบอกได้เมื่อเราลดน้ำหนัก แม้มันจะเล็กน้อย แต่ร่างกายก็จะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

Credit : http://women.sanook.com/ (Lisa ผู้สนับสนุนเนื้อหา)

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อาหารผิว :: สำหรับคนที่ไม่อยากให้ผิวแก่

เราอาจนึกไม่ถึงว่าอาหารมีผลต่อการ เกิดริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยโดยตรง นั่นเพราะทุกวันๆ เซลล์ผิวของเราจะถูกสร้างจากชั้นในสุดออกมายังด้านนอก และคุณภาพความสมบูรณ์ของเซลล์ผิวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหารที่เราทานเข้าไป เพราะฉะนั้นแล้ว ผิวคุณจะสวยหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับอาหารผิวที่เราอยากขอแนะนำตามนี้


พืช ผัก ผลไม้ ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เพราะสารเหล่านี้จะช่วยร่างกาย ต่อสู้กับมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมได้เต็มที่ อาหารผิวกลุ่มนี้ ได้แก่ ส้ม มะนาว มะละกอ สตรอเบอร์รี่ บรอคเคอร์รี่ ดอกกะหล่ำ ผักโขม เป็นต้น

พืชที่มีเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) หรือวิตามินเอ (VitaminA) ซึ่งเป็นตัวช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิว และซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกแสงแดดทำลาย ทั้งยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งผิวหนังด้วย พบได้ในฟักทอง แครอท แตงโม แคนตาลูป มะเขือเทศสุก ฝรั่ง ผักโขม ที่นับเป็นอาหารผิวชั้นดี

เซเรเนียม (Selenium) มีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำลาย และการเสื่อมสภาพของผิว อาหารที่มีเซเรเนียมสูงมีอยู่ในธัญพืชที่ไม่ฟอกขาว เนื้อแดง กุ้ง ปู ข้าวกล้อง ไข่ เห็ด

ทานพืช ผักสดเพื่อรับเอนไซม์ หรือแร่ธาตุวิตามินต่างๆ (Enzyme, Photochemical) อาทิ ใน บร็อคโคลิ ดอกกะหล่ำ ขึ่นฉ่าย แครอท คะน้า ซึ่งสารอาหารจากอาหารผิวต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ร่างการซึมซับสารอาหารต่างๆได้ดี และกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทานวิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอลลาเจน และปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย เราสามารถพบอาหารผิวที่มีวิตามินซีมากๆ จากฝรั่ง ส้ม สับปะรด และมะขามป้อม

ทานอาหารที่มีวิตามินอีและสังกะสี (Vitamin E & Zinc) เพื่อช่วยปกป้องเซลล์ผิวชั้นนอก จากรังสี UVสามารถ พบวิตามินอีในน้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก ถั่ว งา ต่างๆ ข้าวกล้อง และพบสังกะสีในปู หอยนางรม เนื้ออกไก่ จมูกข้าว

กรดไขมันจำเป็นตระกูลโอเมก้า-3 (Essential Fatty Acid: Omega-3) เพราะทำให้ผิวชั้นนอกแข็งแรง จึงสามารถเก็บความชุ่มชื่นไว้ในผิวได้ดี ผิวจึงไม่แห้ง และยังช่วยป้องกันการอักเสบง่ายของผิวอีกด้วย เราสามารถรับอาหารผิวดีๆ กลุ่มนี้ได้จากปลาทู ปลาทะเลทั่วไป สาหร่าย หรือในน้ำมันถั่วเหลือง

ดื่มน้ำให้พอดี (Water) เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของการมีสุขภาพผิวที่ดี เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของผิว น้ำช่วยให้ผิวถ่ายเทของเสียออกจากเซลล์ และเป็นตัวนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว และช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่นเป็นปกติ เซลล์ผิวที่สมบูรณ์จะอวบอิ่มไปด้วยน้ำ ซึ่งหมายถึงผิวจะดูสดใส เต่งตึง

Credit : http://women.sanook.com